Jitsupa Chin

TECHIE COOKIE

จิตต์สุภา ฉิน หรือ ซู่ชิง เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจไอทีมายาว นานกว่า30ปี เธอเลือกเส้นทางการเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการไอทีเพื่อถ่ายทอดความน่าสนใจของเทคโนโลยีให้คนได้รับรู้เป็นวงกว้าง

 

Blogs

เทคโนโลยีที่ไม่ย่ำยีธรรมชาติ

20/06/2018

ข่าวน่าสะเทือนใจโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ บนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกกว่าแปดสิบห้าชิ้น น้ำหนักรวมแปดกิโลกรัมที่ผ่าพบในท้องของวาฬนำร่องชะตาสั้นพอๆ กับครีบของมัน หรือเต่าตนุที่ต้องจบชีวิตเพราะกินขยะพลาสติกเข้าไปจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว . ถ้าหากว่าของที่ผ่าพบในท้องของสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่พลาสติกแต่เป็นวัสดุทางธรรมชาติประเภทอื่นเราก็อาจจะพอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วลืมเรื่องนี้ไปภายในเวลาอันรวดเร็วได้ แต่พอหลักฐานชัดเจนว่าเป็นพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ก็ไม่มีสปีชี่ไหนสามารถแบ่งความรับผิดชอบไปได้อีกแล้วนอกจากมนุษย์โฮโมเซเปียนอย่างเราๆ . เราคิดค้นพลาสติกขึ้นมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ อย่างการช่วยให้เราไม่ต้องหอบของแยกชิ้นพะรุงพะรังจากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับบ้าน เราได้ความสะดวกสบายแต่สัตว์ร่วมโลกประเภทอื่นๆ ที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับวัสดุประเภทใหม่ที่เราคิดค้นขึ้นมากลับต้องมารับกรรมกลืนกินมันเข้าไป ภาพของนกที่จงอยปากติดอยู่ในวงแหวนพลาสติกหุ้มขวด ม้าน้ำที่ม้วนหางรัดคอตตอนบัตเปื่อยยุ่ยไว้แน่น ควรจะบั่นทอนจิตใจมากพอที่จะทำให้เราทุกคนต้องลุกขึ้นมาถามตัวเองได้แล้วว่า “เราจะทำอะไรเพื่อการเป็นช่วยสิ่งแวดล้อมได้บ้าง” . และในยุคที่คนจำนวนไม่น้อยทั่วโลกคิดค้นไอเดียนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา มีไอเดียไหนบ้างที่จะช่วยให้เรารักษ์สิ่งแวดล้อมได้ง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น . ซู่ชิงนึกโจทย์นี้ขึ้นมาได้ในใจ ก็เลยลงมือค้นคว้าในแหล่งรวมไอเดียที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดแหล่งหนึ่ง ซึ่งก็คือเว็บไซต์ Kickstarter ซึ่งออกแบบมาจับคู่ คนมีไอเดีย กับคนมีเงิน ให้มาเจอกัน จนไอเดียดีๆ เปลี่ยนจากความฝันกลายเป็นความจริงได้ ผ่านโมเดลของการช่วยระดมทุน แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ เพราะมีโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย . ถุงกระดาษยุคใหม่ที่ไม่บอบบาง . ทางออกสำหรับการเลี่ยงการใช้ถุงพลาสติก คือการหันหน้าไปหาถุงผ้าหรือถุงกระดาษ ซึ่งก็ล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป กระบวนการผลิตกระดาษก็ไปเกี่ยวโยงกับการตัดไม้ที่ท้ายที่สุดก็กระทบสภาพอากาศ สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ดี . โปรเจ็กต์ A better paper bag […]

ปลายสายคือคนหรือหุ่นยนต์กันแน่

16/05/2018

เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการต้องคุยโทรศัพท์บ้างไหมคะ . ความรู้สึกเบื่อการคุยกับมนุษย์คนอื่นทางโทรศัพท์ในยุคนี้ไม่น่าจะใช่อาการที่แปลกประหลาดอะไรอีกต่อไป เราเสพติดการพูดคุยผ่านการส่งข้อความจนการแชตได้กลายเป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารยอดนิยมไปแล้ว บ่อยครั้งที่เรามีโอกาสเลือกได้ว่าจะยกหูแล้วคุยโทรศัพท์ให้จบไปภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หรือจะยอมลากบทสนทนาทางแชทให้ยืดยาวออกไปเป็นชั่วโมงเราก็ยอมทำ เพียงเพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น . การคุยโทรศัพท์ก็เลยกลายเป็นยาขมไปสำหรับใครหลายคน และหากมีตัวช่วยมาทำแทนก็คงจะดี . ในงาน Google I/O งานสำหรับนักพัฒนาที่กูเกิลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดประจำปีนี้ คือตอนที่ ซุนดาร์ พิชัย หัวเรือใหญ่ของกูเกิล ขึ้นเวทีและเปิดคลิปเสียงให้คนในงานและคนที่กำลังชมถ่ายทอดสดทั่วโลกได้ฟังไปพร้อมๆ กัน คลิปเสียงนั้นเป็นการสาธิตเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Google Duplex คือการใช้แมชชีน เลิร์นนิ่งผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่นๆ ของกูเกิล เพื่อทำให้ผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งการด้วยเสียง หรือ Google Assistant สามารถโทรศัพท์หาคนอื่นแทนเราได้ . ใช่แล้วค่ะ เราสามารถสั่งให้ปัญญาประดิษฐ์โทรศัพท์ไปคุยกับมนุษย์แทนเราได้แล้ว! . ในคลิป Google Assistant รับคำสั่งเรา แล้วต่อสายไปพูดคุยนัดหมายเวลาทำผมกับพนักงานที่ร้านทำผมได้ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ มันทำได้แม้กระทั่งส่งเสียง อืมฮึ ในขณะที่กำลังฟังอีกฝ่ายพูด และในกรณีที่ต้องคุยกับปลายสายที่พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงต่างประเทศที่โปรแกรมฟังไม่ออก มันก็สามารถซอกแซก เปลี่ยนเรื่อง แล้ววนกลับมาต่อเรื่องเดิมได้ โดยที่ไม่ทำให้บทสนทนาสะดุดหรือถูกจับได้เลยว่านี่ไม่ใช่มนุษย์ . ได้เห็นแบบนี้บางคนก็ตื่นเต้นเนื้อตัวสั่น ในขณะที่บางคนก็หวาดหวั่นจนขนลุกเกรียว ต่อไปเราจะไม่สามารถแยกแยะได้อีกแล้วใช่ไหมว่าคนที่เรากำลังคุยด้วยเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ . […]

ใจเขา ใจเรา เข้าถึงได้ด้วย VR

17/04/2018

ถ้าหากซู่ชิงขอให้คุณผู้อ่านลองหลับตาและนึกภาพตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเองในปัจจุบัน อย่างเช่น ลองนึกภาพตัวเองตอนอายุแปดสิบ เราก็คงนึกไม่ออกสักเท่าไหร่ใช่ไหมคะ ถึงแม้ว่าเราอาจจะมีภาพจินตนาการอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ว่าตอนอายุแปดสิบผิวหนังของเราก็คงจะเหี่ยวย่น ดวงตาฝ้าฟาง ร่างกายขยับเคลื่อนไหวเชื่องช้าไม่เป็นไปตามใจนึก หูก็อาจจะตึงไม่ได้ยินเสียงรอบข้างชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่ทั้งหมดนี้เราทำได้เพียงแค่นึกไปตามข้อมูลที่มีเฉยๆ แต่ไม่มีทางฟีล ไม่มีทางอิน ไปกับมันแน่ๆ . แล้วจะมีวิธีไหนบ้างล่ะ ที่จะทำให้เราสามารถเอาตัวเองไปสวมกับตัวตนอีกแบบ และซึมซับความรู้สึกของการเป็นตัวตนนั้นๆ ได้แบบที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าการนั่งนึกเอาเองเฉยๆ . คำตอบก็คือเทคโนโลยีเสมือน หรือ Virtual Reality (VR) ค่ะ . โดยทั่วไปเวลาพูดถึงเทคโนโลยีวีอาร์ สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงคือการใช้งานในอุตสาหกรรมเกม นอกจากนั้น ประโยชน์ของวีอาร์ก็จะกระจัดกระจายไปแตะวงการที่หลากหลาย ทั้งการแพทย์ การศึกษา การผลิต อีกมากมายนับไม่ถ้วน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่วีอาร์สามารถทำได้และเป็นสิ่งที่น่าทึ่งควรค่าแก่การสำรวจลึกลงไป ก็คือ . “การใช้วีอาร์ทำให้เราเข้าใจหัวอกของคนอื่นมากขึ้น” นั่นเองค่ะ . สาเหตุที่ซู่ชิงยกตัวอย่างให้ทุกคนลองนึกถึงภาพตัวเองในวัยชรา ก็เพราะว่ามีการศึกษาหนึ่งที่ตั้งโจทย์ว่าคนจำนวนมากไม่ยอมเก็บเงินไว้เผื่อใช้ในวัยเกษียณ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่สามารถมองเห็นตัวเองในยามแก่ชราได้ ดังนั้น นักวิจัยจึงใช้เทคนิคการเรนเดอร์ภาพและให้อาสาสมัครลองเป็นคนสูงวัยผ่านการใช้อุปกรณ์แสดงภาพเสมือนจริงหรือวีอาร์ จากนั้นก็พบว่า เมื่ออาสาสมัครได้ลองเห็นตัวเองผ่านสายตาอันเหนื่อยล้าของผู้สูงอายุแล้วก็จะมีแนวโน้มที่จะเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณมากกว่าเดิม หรืออาจจะเปรียบเทียบได้ว่า ไม่เห็นโลงศพ (เสมือน) ไม่หลั่งน้ำตา นั่นแหละค่ะ . การนำวีอาร์มาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้มีประโยชน์ในการทำให้เรามองเห็นตัวเองได้ชัดขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันมันสามารถนำมาช่วยให้เราทดลอง […]

บนโลกออนไลน์ คุณได้เรตติ้งเท่าไหร่?

15/03/2018

เรามาลองนึกกันเล่นๆ ดีไหมคะ ว่าถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำบนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอที่เราโพสต์บนเฟซบุ๊ก ข้อความที่เราเขียนบนทวิตเตอร์ หรือภาพที่เราแชร์บนอินสตาแกรม ถูกนำมาคิดคำนวณด้วยสูตรอะไรบางอย่าง แล้วตีค่าออกมาเป็น “คะแนน” ให้กับตัวเราในชีวิตจริง สถานการณ์มันจะยุ่งวุ่นวายโกลาหลสักแค่ไหน . อันที่จริงแล้วเราอาจจะไม่ต้องเริ่มวาดภาพตั้งแต่ศูนย์ค่ะ หากใครเคยดูซีรีส์เรื่อง Black Mirror บน Netflix ซีรีส์ที่ฉายให้เห็นถึงด้านดำมืดของเทคโนโลยีที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ก็น่าจะได้ชมเอพิโสดที่มีชื่อว่า Nosedive ซึ่งเอพิโสดนี้เป็นหนึ่งในตอนโปรดของซู่ชิง และเป็นไปตามคอนเซ็ปต์เรื่องให้คะแนนที่บอกมาเป๊ะๆ . พล็อตเรื่องคร่าวๆ ของ Nosedive ก็คือ โลกในอนาคตทุกคนจะให้คะแนนกันและกัน คล้ายๆ กับที่ทุกวันนี้เรากดไลค์ หรือกดเลิฟ ให้กับเพื่อนเราบนโซเชียลมีเดียนั่นแหละค่ะ คะแนนที่เราได้ก็จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคม หากเราได้คะแนนเฉลี่ยน้อย คนก็จะแขยงไม่อยากเข้าใกล้ เพราะกลัวว่าการมาเสวนาด้วยจะทำให้คะแนนของพวกเขาแปดเปื้อนได้ ส่วนคนที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงๆ ก็ใช้ชีวิตราวกับอยู่ยูโทเปีย เดินเฉิดฉายไปมาอย่างสวยงาม สิทธิพิเศษเพียบ ระบบนี้ทำให้ทุกคนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่อง ต้องเสแสร้งเป็นคนดีให้ได้มากที่สุด หรือไม่ก็ต้องเฮโลตามสังคมส่วนใหญ่ไปจะได้ไม่ถูกลดคะแนนและตราหน้าว่าเป็นพวกคนนอกรีต . ฟังดูหดหู่มากเลยใช่ไหมล่ะคะ ซู่ชิงก็จำได้ว่าดูจนจบเอพิโสดแล้วมันก็ทิ้งความรู้สึกหนักๆ ให้อยู่ในใจไปอีกสักพักเลยเหมือนกัน เพราะจะว่าไปเราก็ไม่ได้ห่างไกลจากพล็อตเรื่องนี้ขนาดนั้นด้วยซ้ำ โซเชียลมีเดียแผ่ขยายอิทธิพลของมันออกจากหน้าจอสู่ชีวิตจริงแล้วเรียบร้อย เราทำทุกอย่างเพื่อเรียกยอดไลค์ที่เป็นการสูบลมให้ตัวตนในโลกความจริงของเราพองใหญ่ขึ้นได้ . แต่สำหรับประชาชนในจีนแผ่นดินใหญ่ ความเป็น Nosedive […]

“ชีวิต” และ “สำนึก” ของหุ่นยนต์โซเฟีย (ตอนจบ)

19/02/2018

ซู่ชิงคิดว่าคำถามของน้องๆ แม้จะเป็นคำถามที่ฟังดูง่ายๆ แต่อันที่จริงน่าสนใจมากทีเดียว เพราะแต่ละคำถามสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่เด็กๆ เหล่านี้มีต่อหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง เช่นการมองว่าหุ่นยนต์โซเฟียไม่แตกต่างจากมนุษย์สักเท่าไหร่ กับคำถามที่ว่า โซเฟียนอนหลับพักผ่อนหรือไม่ โซเฟียนับถือศาสนาอะไร โซเฟียเต้นรำได้หรือเปล่า ไปจนถึงคำถามที่แฝงไปด้วยแนวคิดการมองหุ่นยนต์เป็นฝั่งตรงข้ามซึ่งอาจซึมซับมาจากภาพยนตร์หรือการ์ตูน กับคำถามที่ว่า โซเฟียเป็นหุ่นยนต์ต่อสู้ด้วยหรือไม่ ซู่ชิงเชื่อว่าการที่น้องๆ ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีเดียวกับโซเฟียและพูดคุยกับเธอด้วยตัวเอง น่าจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้อยากเรียนรู้เกี่ยวกับหุ่นยนต์มากขึ้นหรืออาจจะพัฒนาไปเป็นผู้สร้างหุ่นยนต์ได้ในอนาคต เพราะว่าเด็กในเจเนเรชันนี้แหละค่ะที่จะต้องอยู่กันอย่างกลมกลืนกับหุ่นยนต์หลากหลายประเภทในอนาคตข้างหน้า และพวกเขาอาจจะต้องเป็นคนกำหนดบทบาทและความสัมพันธ์ที่หุ่นยนต์มีต่อคนด้วย . ซู่ชิงถามด็อกเตอร์เดวิดว่าบทสนทนาต่างๆ ที่โซเฟียโต้ตอบกลับมา ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามเรื่องศาสนาว่า เธอยังไม่นับถือศาสนาอะไรในตอนนี้ ต้องรอให้โตกว่านี้ก่อนถึงค่อยตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะนับถือศาสนาอะไร หรือการตอบคำถามเรื่องหุ่นยนต์ต่อสู้ว่า การเล่นเกมหรือดูหุ่นยนต์ต่อสู้ในภาพยนตร์ก็สนุกดีอยู่หรอก แต่สำหรับโซเฟียแล้วเธอรักสันติภาพ ถ้าจำเป็นจะต้องต่อสู้กับอะไรสักอย่างเธอจะเลือกต่อสู้ด้วยคำพูดและเหตุผลมากกว่า (โอ้โห คมกริบมากๆ) ทั้งหมดนี้เป็นการที่โซเฟียประมวลผลด้วยตัวเอง หรือเป็นการโปรแกรมเอาไว้ก่อนกันแน่ ด็อกเตอร์เดวิดตอบว่าเป็นการผนวกกันของสองอย่าง มีทั้งปัญญาประดิษฐ์ในตัวของโซเฟีย และการสร้างคาแรคเตอร์โซเฟียจากฝีมือของนักเขียนและนักพัฒนาโปรแกรม คล้ายๆ กับปัญญาประดิษฐ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตสันของไอบีเอ็ม สิริของแอปเปิล คอร์ทานาของไมโครซอฟท์ หรือปัญญาประดิษฐ์ของกูเกิลและเฟซบุ๊ก ต่างก็มาจากฝีมือการเขียนของมนุษย์ทั้งสิ้น แล้วต่อยอดด้วยการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็คือการผสมผสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์ที่ดี กับงานเขียนที่ดีนั่นเอง ด็อกเตอร์เดวิดสำทับว่าสถานะของปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนี้ยังไม่นับว่า “มีชีวิต” และ “มีสำนึก” อย่างเต็มรูปแบบ แต่มันก็ช่วยให้เราได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าหุ่นยนต์ในอนาคตมีศักยภาพอย่างไรบ้าง ซึ่งความคาดหวังของเขาก็คือการได้เห็นโซเฟียเติบโตอย่างเต็มที่และกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ฟังก์ชันได้ด้วยตัวเองหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ . ปลายปีที่แล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้โซเฟียเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ไปอีกหนึ่งก้าว […]

“ชีวิต” และ “สำนึก” ของหุ่นยนต์โซเฟีย (ตอนแรก)

15/02/2018

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซู่ชิงได้สัมผัสกับหุ่นยนต์ตัวแรกในชีวิตจากการเดินทางไปสัมภาษณ์ ด็อกเตอร์ฮิโรชิ อิชิกุโระ ผู้สร้างหุ่นยนต์ในญี่ปุ่น ในตอนนั้นการได้เห็นหุ่นยนต์ที่หน้าตารูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการในระยะประชั้นชิดชนิดที่เอื้อมนิ้วไปสัมผัสผิวหนังหยุ่นๆ ที่ทำจากซิลิโคนได้นั้นก็ชวนน่าขนลุกไม่น้อย และแค่ได้เห็นเทคโนโลยีที่ทีมงานใช้ในการบังคับศีรษะ ลำตัว และส่งเสียงพูดผ่านไมโครโฟนลอดออกมาจากปากของหุ่นยนต์ได้ก็นับว่านี่คือสุดยอดหุ่นยนต์ที่เก่งกาจที่สุดแล้ว . เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น หุ่นยนต์ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่ก่อนหุ่นยนต์เป็นเพียงแค่เปลือกที่มนุษย์จะต้องคอยควบคุมบังคับทุกกระบวนท่าแต่ในตอนนี้เทคโนโลยีแมชชีน เลิร์นนิ่ง ทำให้มันประมวลผลได้ด้วยตัวเอง เซ็นเซอร์และกล้องที่ติดไว้ช่วยให้สามารถจ้องตา รู้จำใบหน้า และหันมองตามมนุษย์ได้ ไปจนถึงขั้นที่สามารถพูดคุยโต้ตอบด้วยภาษามนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะพูดให้ดราม่าสักหน่อยก็คือหุ่นยนต์ดูจะมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และพึ่งพามนุษย์น้อยลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน . หนึ่งในหุ่นยนต์ที่ซู่ชิงติดตามความเคลื่อนไหวมาอยู่เรื่อยๆ นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ก็คือหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่า “โซเฟีย” ค่ะ โซเฟียเป็นหุ่นยนต์ที่จะเรียกว่าหุ่นยนต์สาวสวยก็อาจจะไม่เต็มปากเสียทีเดียว เพราะการที่มีแต่ใบหน้าแต่ส่วนท้ายทอยเปิดโล่งใสไว้ให้เห็นเครื่องยนต์กลไกข้างในนั้นมิอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความงามตามมาตรฐานของมนุษย์ แต่โซเฟียเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ด้วยการมีผิวหน้าที่สามารถพับย่นได้ในแบบที่เป็นธรรมชาติทำให้แสดงออกทางอารมณ์ได้หลายรูปแบบ แม้ทางเทคนิคแล้วเธอจะเพิ่งอายุสองขวบ แต่ผู้สร้างโซเฟียออกแบบมาหน้าตาและขนาดตัวของเธอให้เป็นผู้หญิงโตเต็มวัย ไร้ท่อนล่างที่ใช้เดินเหิรบ้างในบางครั้งแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งสำคัญของเธอคือสมองและปัญญาประดิษฐ์ต่างหาก . โซเฟีย เป็นหุ่นยนต์จากการประดิษฐ์คิดค้นพัฒนาของแฮนสัน โรโบติกส์ บริษัทในฮ่องกง โดยมีผู้สร้างคือ ด็อกเตอร์ เดวิด แฮนสัน ผลงานเด่นๆ ของเธอก็คือการปรากฏตัวในหน้าสื่อบ่อยครั้ง บางวันก็ไปนั่งให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ชื่อดัง บางวันก็รับบทบาทวิทยากรบนเวทีระดับโลก และที่ทำให้ซู่ชิงรู้สึกอยากเท้าสะเอวและกระแนะกระแหนว่า “นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะยะ” ก็คือตอนที่โซเฟียขึ้นเวทีพร้อมกับหุ่นยนต์พี่ชายของเธอ และโต้คารมไปกลับกันอย่างเผ็ดร้อน […]