Stay + Vacation = Staycation

By : Tomorn Sookpreecha


ดูเหมือนการเดินทางท่องเที่ยวจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันถึงกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเสพ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าการซื้อข้าวของต่างๆ มาสะสมเอาไว้กับตัว

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีเทรนด์สำคัญอีกอย่างหนึ่งในหมู่คนรุ่นใหม่ ที่ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีอาการ ‘ชะงัก’ ไปบ้าง นั่นก็คือ เทรนด์ความยั่งยืน หรือ Sustainable Travel ซึ่งก็คือ ถ้าจะเดินทางท่องเที่ยวไปไหน ก็ต้องรักษ์โลกด้วย ไม่ใช่เอาแต่เสพประสบการณ์เสียจนทำให้โลกเสียหาย

นอกจากนี้ ยังมีอีกเทรนด์หนึ่ง เรียกว่า เทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวแบบนิยมท้องถิ่น หรือ Localism ที่จะไปไหนๆ ก็ต้องไปให้ ‘ถึง’ ท้องถิ่นจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อเสพ ‘ประสบการณ์’ ในแบบที่ว่ามาตั้งแต่ต้น

ดังนั้น ถ้าคุณลองเอาเทรนด์ใหญ่ๆ สามอย่างนี้มาประกอบกันเข้าเป็นสมการ ก็น่าจะได้เป็น

เสพประสบการณ์ + คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน + เดินทางในท้องถิ่น = ?

นั่นสิครับ สมการนี้เท่ากับอะไร?

รู้ไหมครับ ว่าในปัจจุบัน กำลังเกิดวิถีท่องเที่ยวแบบใหม่ขึ้นมา เป็นวิถีท่องเที่ยวที่รวมเอาเทรนด์ทั้งสามเข้าด้วยกัน เขาเรียกว่า Staycation ซึ่งมาจากคำว่า Stay บวกกับคำว่า Vacation นั่นเอง

สองคำนี้อาจฟังดูขัดแย้งกันอยู่บ้าง เพราะสำหรับหลายคน Vacation หมายถึง การเดินทางไปไกลๆ แต่ Stay คืออยู่กับที่ และในความหมายของ Staycation ก็แปลว่าการ ‘อยู่บ้าน’ ด้วยซ้ำ โดยคำว่า Staycation นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในราวปี 2005 แล้วก็ค่อยๆ มีคนใช้คำนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในราวปี 2007 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้น ทำให้คนจนลง คนจึงเลือกที่จะ ‘เที่ยวแถวบ้าน’ ในแบบที่เรียกว่า Staycation กันมากขึ้น

ในอังกฤษ คำว่า Staycation ฮิตขึ้นมาในราวปี 2009 ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน ช่วงนั้นค่าเงินปอนด์อ่อนยวบ คนจำนวนมากจึงเลือกไม่ไป Vacation ที่ไหน แต่ Stay อยู่ที่บ้านแทน ทำให้นิตยสารทางการเงินอย่าง Forbes รายงานถึงเรื่อง Staycation ว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาสภาพเศรษฐกิจได้เลยทีเดียว เพราะปกติแล้ว เวลาที่คนเราไป Vacation หรือท่องเที่ยวในต่างประเทศนั้น เราจะนำเงินติดตัวไปใช้จ่ายด้วย และการใช้จ่ายเงินเวลาท่องเที่ยว เราจะไม่ใช้เงินกันแบบ ‘ปกติ’ แต่มักใช้เงินมากกว่าในชีวิตประจำวัน Staycation หรือการหยุดงานแล้วเที่ยวแถวๆ บ้าน (เช่น เที่ยวกรุงเทพฯ) ช่วยให้ทั้งประหยัดและกระจายรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นนั่นเอง

Staycation ไม่ได้แปลว่าหยุดอยู่บ้านเฉยๆ นะครับ แต่คือการหยุดแล้ว ‘เที่ยว’ ในเมืองที่ตัวเองอยู่นี่แหละ เป็นการเที่ยวด้วยสายตาใหม่ คือทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางอยู่ในบ้านในเมืองของตัวเอง Staycation จึงคือการ ‘ทำความรู้จัก’ กับพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ ปกติแล้ว เรามักคิดว่าเรารู้จักที่ที่เราอยู่เป็นอย่างดี แต่ถ้าคุณซื้อหนังสือไกด์บุ๊คของคนต่างชาติมาอ่าน คุณจะพบรายละเอียดที่คนท้องถิ่นอาจไม่เคยรู้มาก่อน เช่น มีทัวร์จักรยานในละแวกบ้าน หรือมีร้านกาแฟเก๋ บาร์ลับ อยู่ในย่านที่คุณอยู่ด้วย ดังนั้น Staycation ก็คือการทำตัวเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ ในบ้านของตัวเองนั่นแหละครับ

ถ้าคุณอยู่ในกรุงเทพฯ บางทีคุณอาจจะลองเช่าเรือหางยาวทัวร์คลอง หรือไม่ก็ลองเดินเท้าจากเอกมัยไปสยาม หรือลองแวะเข้าไปในสถานที่ที่ไม่เคยเข้า เช่น สเตเดียม, พิพิธภัณฑ์, สวนสาธารณะ หรือห้องสมุดประชาชน เพราะการเดินหรือการตั้งใจ ‘มองหา’ สิ่งที่แปลกแตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน จะทำให้คุณได้พบสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน

เทรนด์ Staycation อาจยังไม่เป็นที่นิยมในไทยนัก แต่มีการสำรวจโดย WalletHub พบว่าในปีนี้ คนอเมริกันถึงเกือบสองในสาม วางแผนจะ Stay Local (หรือ Staycation) กัน โดยมีการสำรวจลึกลงไปด้วยว่า เมืองที่เหมาะจะ Staycation ต้องเป็นเมืองที่มี ‘กิจกรรม’ ให้ทำหลากหลาย เช่น มีสระว่ายน้ำ, สวนสัตว์, เบียร์การ์เด้น, สนามกอล์ฟ, สนามเทนนิส, ร้านกาแฟ, พิพิธภัณฑ์, สปา ฯลฯ ซึ่งจะทำให้คนมีความสุขกับ Staycation ในเมืองของตัวเองได้

ดังนั้น Staycation จึงมีโอกาสมากมายเปิดกว้างรออยู่ เป็นการเปิดโอกาสให้เราว่าเห็น ‘ความเป็นท้องถิ่น’ ของเรา (Own Locality) มีลักษณะอย่างไร และจะปรับปรุงท้องถิ่นของเราอย่างไร เพื่อให้ดึงดูดน่าสนใจ ไม่ใช่แค่กับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงคนท้องถิ่นเองด้วย

พูดอีกอย่าง Staycation ทำให้ท้องถิ่นที่น่าเที่ยว-กลายเป็นท้องถิ่นที่น่าอยู่ไปด้วยพร้อมๆ กัน!

 

Reviews

Comment as: