Ageing Society

By : Tomorn Sookpreecha


ใครๆก็เคยได้ยินคำว่า Ageing Society กันทั้งนั้น

แต่คุณรู้ไหมครับ ว่า ‘นัย’ ที่ซ่อนอยู่ของ Ageing Society ไม่ใช่แค่ว่าสังคมนั้นๆจะกลายเป็นสังคมที่มีแต่ ‘คนแก่’ เพียงอย่างเดียว
ไม่ใช่เลย!

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ก็คือมนุษย์จะมี ‘อายุขัย’ หรือ Life Expectancy สูงขึ้นต่างหาก จากสมัยก่อนที่มนุษย์เคยมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ราวๆ 30 กว่าปีมาตลอด ตั้งแต่ยุคหินถึงยุคโรมัน แลกระทั่งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน คือในปี 1900 มนุษย์ก็ยังมีอายุขัยเฉลี่ยแค่ 31 ปี เท่านั้น

มนุษย์เริ่มมีอายุขัยเฉลี่ย ขยับขึ้นมาเป็น 48 ปี ในปี 1950 และมีอายุขัยเฉลี่ย 67.2 ปี ในปี 2010 นี่เอง

นั่นแปลว่า จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก ที่มนุษย์จะมีคนอยู่ร่วมกันในแบบ ‘หลากรุ่น’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยคำว่า ‘รุ่น’ ในที่นี้ก็คือ Generations นั่นเอง

การมีคนหลากรุ่นมาอยู่ด้วยกันนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆเลยนะครับ เพราะในสมัยก่อนโน้น เมื่อมนุษย์มีอายุขัยไม่ได้มากมายอะไร อายุแค่สามสิบกว่าสี่สิบปีก็อาจจะค่อยๆ ‘ผลัดรุ่น’ กันไปหมดแล้ว แต่โลกยุคนี้เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ‘ผู้อาวุโส’ ที่เคยมีบทบาทต่างๆเมื่อสักสี่สิบห้าสิบปีก่อน ตอนนี้คนเหล่าน้ันก็ยังมีบทบาทเดิมๆอยู่ แตกต่างจากโลกยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว ที่คนหนุ่มสาวสามารถก้าวเข้ามามีบทบาทได้ตามการผลัดรุ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

เขาบอกว่า ถ้าแบ่งแบบอเมริกัน ตอนนี้ในโลกมีคนอยู่อย่างน้อยที่สุดก็ 6 รุ่น นั่นคือรุ่น GI (Greatest Generation) ซึ่งเป็นรุ่นที่ตกทุกข์ได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ยุคใหม่ เพราะต้องเผชิญหน้ากับ The Great Depression หรือเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และสงครามโลกสองครั้ง คนรุ่นนี้เกิดในราวปี 1901-1926 ถัดมาคือคนรุ่นที่เรียกว่า Silent Generation ซึ่งเกิดในช่วงปี 1927-1945 คนในรุ่นนี้มีอาทิ คลินท์ อีสต์วู้ด, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์, แอนดี้ วอร์โฮล หรือจอนห์นเลนนอน ที่คนรุ่นนี้ได้ชื่อว่า Silent Generation ก็เพราะเป็นคนรุ่นที่มีจำนวนน้อย เนื่องจากคนรุ่นก่อนหน้าค่อนข้างลำบาก จึงมีลูกกันน้อย พอมีจำนวนน้อยก็เลยไม่ค่อยมี ‘เสียง’ มากสักเท่าไหร่

รุ่นถัดมาก็คือรุ่นที่เราคุ้นเคยกันเป็นอันดี ได้แก่คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (เกิดราวๆ 1946-1964) ตามมาด้วยเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ (เกิดราวๆ 1965-1980) แล้วก็ตามมาด้วยคนเจนวายหรือมิลเลนเนียลส์ (เกิดราวๆ 1981-2000) ถัดมาก็เป็นเจนแซดหรือเจนซี (Z) ที่เกิดในปลายๆยุคเก้าศูนย์จนถึงราวปี 2010 แถมยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 2010 อีกนะครับ มาร์ค แม็คครินเดิล (Mark McCrindle) นักประชากรศาสตร์ชาวออสเตรเลียบอกว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหม่ เรียกว่า Generation Alpha ซึ่งน่าจะเป็นรุ่นที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 ไปจนกระทั่งถึงราวปี 2025 ในอนาคต

โลกไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนนะครับ โลกไม่เคยมีคนมากถึง 6 รุ่น มาอยู่ด้วยกัน เพราะโลกก่อนหน้านี้ผ่านสงครามโลกสองครั้ง ผ่านการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 1918 ที่ทำให้คนตายหลายล้านคน ผ่านการระบาดของโรคเอดส์ คนจึงหายไปไม่น้อย

แต่ในปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น คนที่รอดมาได้ทุกรุ่นมีอายุยืนยาวเพราะวิทยาการทางการแพทย์ จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เมื่อคนอยู่ ‘ร่วมรุ่น’ กันมากมายหลายรุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างนี้ จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?

ในสังคมอเมริกัน มีการตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ไว้หลายอย่าง เช่นสัดส่วนของคนผิวขาวจะน้อยลง เกิด ‘ชนกลุ่มน้อย’ จำนวนมาก (เช่นชาวฮิสแปนิก ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ฯลฯ) ที่กลายมาเป็น ‘เสียงส่วนใหญ่’ ของประเทศ คนรุ่นใหม่ๆ (นับตั้งแต่เจนวายเป็นต้นไป) จะคุ้นเคยกับ ‘ความแตกต่างหลากหลาย’ กันมากขึ้น และก่อให้เกิดการปะทะกันของวัฒนธรรมที่แตกต่าง ทั้งในด้านเชื้อชาติและที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘วัฒนธรรมของ Generations’ ที่แตกต่างกัน

เขาบอกว่า ในโลกที่คนหลากรุ่นมาอยู่รวมกันนั้น มันจะเกิด ‘ช่องว่างทางวัฒนธรรม’ หลายอย่าง เช่น คนรุ่นก่อนอาจรู้สึกว่าตัวเองสังกัดประเทศ แต่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเองสังกัดแวดวงโซเชียลเน็ตเวิร์ค วัฒนธรรมการเสพสิ่งต่างๆก็ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง บทความของ Gregg Easterbrook ใน The Atlantic บอกไว้น่าสนใจอย่างยิ่งว่า เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่อายุมาก แต่ต้องหาเสียงกับคนอายุน้อย จึงมักหาเสียงว่าตัวเองจะ ‘ปฏิรูป’ สิ่งต่างๆ แต่ที่จริงแล้วกลับไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือท้าทายใดๆขึ้น เพื่อรักษา Status Quo ของตัวเองเอาไว้

เรื่องแบบนี้จะมองว่าเป็นปัญหาก็ได้ แต่จะมองว่าเป็นโอกาสก็ได้อีกเช่นกันนะครับ เพราะช่องว่าง คือความขัดแย้งที่ปะทะกับการสร้างสรรค์
และในทุกช่องว่าง มีที่ทางให้เราคิดอะไรใหม่ๆได้เสมอ

 

Reviews

Comment as: