รู้หน้า…ก็รู้ใจ

By : Jakkrit Siririn


ซีรี่ส์ชุด Lie to Me เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคล้ายๆ กับ CSI แต่ Lie to Me ใช้เพียงการวิเคราะห์สีหน้า เช่น การเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าตามสภาพอารมณ์ที่แท้จริง แววตา รวมถึงมุมเคลื่อนของตาดำ และอากัปกิริยาท่าทางต่างๆ ของผู้ต้องสงสัย
เรามาดูตัวอย่างการทายนิสัย-อ่านใจคนผ่านท่วงท่าลีลาต่างๆ กัน
1.คลึงติ่งหู: ถ้าเทียบเคียงตุ๊กตาลิง 3 ตัวของญี่ปุ่น คือมิซะรุ: ลิงปิดตา, คิกะซะรุ: ลิงปิดหู และอิวะซะรุ: ลิงปิดปาก นั่นเป็นกุศโลบายที่คนเฒ่าคนแก่ใช้สอนใจลูกหลานให้ไม่มองสิ่งที่ไม่ดี, ไม่ฟังเสียงที่ไม่ดี และไม่กล่าววาจาที่ไม่ดี
ตามตำราบอกว่า การคลึงติ่งหูของผู้ใหญ่คือการลดทอนท่ากางสองมือปิดสองหูของเด็ก เมื่อเด็กๆ ไม่อยากได้ยินเสียง ซึ่งทั้งสองท่าสั่งการโดยสมองของคนคนนั้นโดยอัตโนมัติ บางครั้งคนคลึงติ่งหูก็อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังคลึงติ่งหูอยู่ ดังนั้นถ้าคุณพูดกับใครแล้วเห็นคู่สนทนาเอามือมาวนเวียนแถวหูเมื่อไหร่ล่ะก็ หยุดพูดเถอะครับ!
2.คันตา: เช่นเดียวกับท่าคลึงติ่งหู ท่าคันตาก็ถูกลดทอนมาจากท่าเอาสองมือปิดตาสองข้างของเด็กเมื่อเด็กๆ ไม่อยากเห็นอะไร หนักข้อเข้า หากบางคนทำท่าคันตาแล้วก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงภาพที่ไม่อยากเห็นได้ ก็จะเฉตาไปมองทางอื่นๆ ทั้งๆ ที่กำลังสนทนากับคุณอยู่ สัญญาณนี้แปลได้ว่าควรยุติการสนทนาเสียโดยเร็วครับ
3.อะไรอยู่ในคอ: ท่าอะไรอยู่ในคอที่คลาสสิกมี 3 ท่าย่อยคือ
3.1 ท่าดึงคอเสื้อ: ท่านี้อาจเกิดขึ้นเพราะผู้ทำท่ามีอารมณ์หงุดหงิด-รำคาญ-ร้อนรุ่มใจ จึงพยายามอ้าคอเสื้อเพื่อให้ลมเย็นๆ พัดเข้ามาในเสื้อเพื่อดับร้อน กับอีกกรณีที่ท่าดึงคอเสื้อเกิดขึ้นจากอาการกลัวคู่สนทนาจับได้ว่ากำลังโกหก
3.2 ท่าเกาคอ: งานวิจัยของ Desmond Morris ชี้ว่า การโกหกนั้นหลายครั้งคนโกหกจะคันยุบยิบแถวใบหน้าและลำคอเพราะเหงื่อซึมหรือเนื้อเยื่อบางๆ บริเวณนั้นเกิดระคายเคืองขึ้นมาจากเลือดที่จู่ๆ ก็เดินผ่านอย่างรวดเร็ว ทำให้คนโกหกต้องเกาคอ คล้ายอาการลังเล-ไม่มั่นใจ ว่าคนฟังจะเชื่อ หรือพยายามปิดบังคู่สนทนาว่ากำลังโกหกอยู่
3.3 ท่าถูต้นคอ: ท่าถูต้นคอพัฒนามาจากท่าขนชันระหว่างการต่อสู้ของสัตว์เช่นหมา, แมว, ลิงโดยจะเกิดขึ้นเวลาโกรธ หรือกลัวจนขนลุก เพราะสมองจะสั่งให้ชันขนเพื่อให้ดูตัวใหญ่ขึ้นเวลาเผชิญภัยคุกคาม เช่น ผี หรือสัตว์อันตราย ดังนั้น เมื่อคุณเห็นใครถูต้นคอระหว่างสนทนา ถ้าคนถูไม่โกรธจนอยากจะต่อยหน้าคุณ ก็กำลังหงุดหงิดกับคำพูดบางอย่างของคุณ
4.ถูใต้จมูก: งานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันว่าเมื่อคนเราโกหก ร่างกายจะหลั่งแคเทโคลามีนในโพรงจมูกยังผลให้เนื้อเยื่อในจมูกขยายตัวเพราะเลือดจะสูบฉีดบริเวณนั้นมากเพื่อต้านแคเทโคลามีน จมูกคนโกหกก็จะโตขึ้น (พิน็อคคิโอ) เมื่อเลือดวิ่งผ่านจมูกคนโกหกก็จะคันจึงต้องเอานิ้วไปถูใต้จมูก
5.จุ๊ปาก: ถ้าใครใช้นิ้วชี้ทาบปาก ทั้งแนวตั้ง (จุ๊ๆ) หรือแนวนอนก็ตาม คนคนนั้นกำลังจะโกหก ถ้าเห็นใครเอาบางนิ้วปิดปากหรือบางคนก็เอามือป้องปาก ฟันธงได้เลยว่าสมองของคนคนนั้นกำลังสั่งให้เขาหรือเธอหยุดโกหก
6.ดูดนิ้ว : ท่าดูดนิ้ว เป็นอีกท่าหนึ่งซึ่งได้รับการลดทอนโดยสมองมาจากท่าอมนิ้วของเด็กเมื่อเด็กๆ หิวนมหรืออยากดูดนมแม่ คือต้องการความอบอุ่น และความปลอดภัย ซึ่งหมายรวมถึงความมั่นใจนั่นเอง ดังนั้น หากพบผู้ใหญ่ที่ชอบดูดนิ้ว, กัดเล็บ หรือเอานิ้วแหย่ๆ จิ้มๆ เฉี่ยวๆ บริเวณปาก บางคนก็เอาขาแว่น, ปากกา, บุหรี่ แทนนิ้ว ก็มั่นใจได้เลยว่านี่คืออาการของคนที่กำลังเกิดความไม่มั่นใจ และส่วนใหญ่ก็เป็นพฤติกรรมที่คนทำมักไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับท่าอื่นๆ ที่กล่าวมา
7.ตบหน้าผาก : ท่าตบหน้าผากพบบ่อยกับพวกขี้ลืม โดยธรรมชาติคนเราก็เหมือนสัตว์ทั่วไปที่มักวิ่งหนีเมื่อมีภัย ดังนั้นก่อนที่จะถูกคนอื่นลงโทษข้อหาขี้ลืม คนขี้ลืม ก็มักชิงลงโทษตัวเองก่อนด้วยการตบหน้าผากตัวเอง เพื่อป้องกันการลงโทษจากคนอื่น
8.คางเจ้าปัญหา : กลุ่มท่าคางเจ้าปัญหา ส่วนใหญ่มักใช้เกี่ยวกับเวลา ไม่ว่าจะถ่วงเวลา หรือเร่งเวลา
8.1 เท้าคางด้วยสันมือหรือฝ่ามือ แปลว่าคนคนนั้นกำลังเบื่อ คือต้องการเร่งเวลาให้ผ่านไปเร็วๆ
8.2 เท้าคางโดยใช้นิ้วโป้งรองใต้คางและนิ้วชี้แนบแก้ม นี่คือท่าเบื่อสุดๆ คือถ่วงเวลาโดยทำเป็นครุ่นคิดว่าสถานการณ์ตรงหน้าน่าสนใจสุดๆ ทำท่านี้ก็เพื่อเบนความสนใจของผู้อื่น จะได้ไม่ต้องร่วมกิจกรรมใดๆ

 

Reviews

Comment as: