ปลายสายคือคนหรือหุ่นยนต์กันแน่

By : Jitsupa Chin


เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการต้องคุยโทรศัพท์บ้างไหมคะ
.
ความรู้สึกเบื่อการคุยกับมนุษย์คนอื่นทางโทรศัพท์ในยุคนี้ไม่น่าจะใช่อาการที่แปลกประหลาดอะไรอีกต่อไป เราเสพติดการพูดคุยผ่านการส่งข้อความจนการแชตได้กลายเป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสารยอดนิยมไปแล้ว บ่อยครั้งที่เรามีโอกาสเลือกได้ว่าจะยกหูแล้วคุยโทรศัพท์ให้จบไปภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หรือจะยอมลากบทสนทนาทางแชทให้ยืดยาวออกไปเป็นชั่วโมงเราก็ยอมทำ เพียงเพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น
.
การคุยโทรศัพท์ก็เลยกลายเป็นยาขมไปสำหรับใครหลายคน และหากมีตัวช่วยมาทำแทนก็คงจะดี
.
ในงาน Google I/O งานสำหรับนักพัฒนาที่กูเกิลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดประจำปีนี้ คือตอนที่ ซุนดาร์ พิชัย หัวเรือใหญ่ของกูเกิล ขึ้นเวทีและเปิดคลิปเสียงให้คนในงานและคนที่กำลังชมถ่ายทอดสดทั่วโลกได้ฟังไปพร้อมๆ กัน คลิปเสียงนั้นเป็นการสาธิตเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Google Duplex คือการใช้แมชชีน เลิร์นนิ่งผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่นๆ ของกูเกิล เพื่อทำให้ผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งการด้วยเสียง หรือ Google Assistant สามารถโทรศัพท์หาคนอื่นแทนเราได้
.
ใช่แล้วค่ะ เราสามารถสั่งให้ปัญญาประดิษฐ์โทรศัพท์ไปคุยกับมนุษย์แทนเราได้แล้ว!
.
ในคลิป Google Assistant รับคำสั่งเรา แล้วต่อสายไปพูดคุยนัดหมายเวลาทำผมกับพนักงานที่ร้านทำผมได้ไหลลื่นเป็นธรรมชาติ มันทำได้แม้กระทั่งส่งเสียง อืมฮึ ในขณะที่กำลังฟังอีกฝ่ายพูด และในกรณีที่ต้องคุยกับปลายสายที่พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงต่างประเทศที่โปรแกรมฟังไม่ออก มันก็สามารถซอกแซก เปลี่ยนเรื่อง แล้ววนกลับมาต่อเรื่องเดิมได้ โดยที่ไม่ทำให้บทสนทนาสะดุดหรือถูกจับได้เลยว่านี่ไม่ใช่มนุษย์
.
ได้เห็นแบบนี้บางคนก็ตื่นเต้นเนื้อตัวสั่น ในขณะที่บางคนก็หวาดหวั่นจนขนลุกเกรียว ต่อไปเราจะไม่สามารถแยกแยะได้อีกแล้วใช่ไหมว่าคนที่เรากำลังคุยด้วยเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่
.
ซุนดาร์ พิชัย บอกว่า Google Assistant จะทำประโยชน์ได้อีกมหาศาล ยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ สักเรื่องที่มันจะสามารถช่วยเราได้ ทุกวันนี้เวลาที่เราจะเดินทางไปที่ร้านค้าหรือร้านอาหารที่ไหนสักแห่ง สิ่งที่เราจะทำคือ กูเกิลหาข้อมูลของร้านเพื่อตรวจสอบสถานที่ตั้งและเวลาทำการใช่ไหมคะ เวลาทำการตามปกติไม่ใช่ปัญหาเพราะมีระบุเอาไว้อย่างละเอียดอยู่แล้ว แต่ที่จะเป็นปัญหาคือช่วงวันหยุดเทศกาล หยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ที่กูเกิลจะแสดงข้อมูลกลางๆ เอาไว้ ไม่ระบุว่าเปิดหรือปิดอย่างแน่ชัด ทำให้เราต้องยกหูโทรไปถามเองหรือไม่ก็ลองเสี่ยงดวงขับรถไปดู จะเปิดหรือปิดก็ค่อยไปว่ากันหน้างาน
.
ในอนาคตอันใกล้ Google Assistant จะช่วยประหยัดเวลาให้เรามาก เพราะมันจะช่วยโทรศัพท์ไปยังร้านค้าต่างๆ เหล่านั้น เพื่อถามว่าวันหยุดวันนี้ร้านเปิดหรือร้านปิด กี่โมงถึงกี่โมง ขณะเดียวกัน ทางฝั่งร้านค้า ก็เหมือนได้อัพเดตข้อมูลบนกูเกิลให้ลูกค้าคนอื่นๆ ได้รู้ เจ้าของร้านก็สบายใจเพราะไม่ต้องรับโทรศัพท์เองทุกสายจนมือหงิก ส่วนลูกค้าก็ได้ข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็วจากการเสิร์ชบนกูเกิล แบบนี้ก็ วิน-วิน กันทั้งสองฝ่าย
.
นั่นแปลว่าในอนาคตข้างหน้า ธุระปะปังเล็กๆ น้อยๆ อย่างการนัดหมายเข้าไปรับบริการ การจองโต๊ะในร้านอาหาร การสอบถามข้อมูลเบื้องต้น และอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่ได้อาศัยความสลับซับซ้อนทางการพูดคุยสื่อสาร จะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องทำด้วยตัวเองอีกต่อไปแล้ว เราแค่สั่งผู้ช่วยในโทรศัพท์เราไม่กี่ประโยคก็เป็นอันเสร็จสิ้น
.
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเส้นทางโทรศัพท์เอไอนี้จะโรยด้วยกลีบกุหลาบล้วน เพราะก็ทำให้เกิดความกังวลว่าบรรดานักการตลาดทางโทรศัพท์ ที่มักจะโทรมาขายสารพัดประกันหรือสินค้าบริการนานาประเภทจะใช้ผู้ช่วยส่วนตัวโทรหาลูกค้ารัวเป็นปืนกลยิ่งกว่าเดิมอีกหรือไม่ เราจะต้องรับสายเอไอที่โทรมาขายของวันหนึ่งเป็นสิบๆ สายหรือเปล่า หรือหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงเราจะใช้เอไอแบบเดียวกันนี้มาช่วยรับสายและบอกปฏิเสธแทนไปเลยได้ไหม
.
ดูเหมือนกับว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องเดียวที่เราต้องกังวล การที่เอไอสามารถคุยโทรศัพท์กับคนปลายสายได้แนบเนียนจนไม่มีใครฉุกคิดว่านี่คือมนุษย์ก็ทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นเป็นวงกว้าง สื่อมวลชนต่างชาติตั้งข้อเสนอกันว่าการให้ผู้ช่วยส่วนตัวโทรศัพท์แทนเรานั้นควรจะมีการแนะนำระบุตัวตนอย่างชัดเจนให้คนที่คุยด้วยได้รู้ เช่น ทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย Google Assistant ควรแนะนำตัวเองว่านี่คือคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เนียนเป็นคนแล้วคุยยาวเหมือนอย่างในคลิปสาธิต ซึ่งกูเกิลก็ออกมารับปากแล้วว่าจะพัฒนาให้ Google Assistant แนะนำตัวเองด้วยแน่นอน
.
ความสำคัญของการแนะนำตัวเองคือทำให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังสื่อสารอยู่กับใคร ไม่ก่อให้เกิดความหวาดหวั่นต่อปัญญาประดิษฐ์เพิ่มเติมมากไปกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะการจะทำให้คนในสังคมยอมรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ สิ่งแรกที่จะต้องมีคือความไว้วางใจ ซึ่งความไว้วางใจนั้นจะไม่สามารถเกิดได้เลยถ้าหากมนุษย์ไม่สามารถจะบอกได้ด้วยซ้ำว่าอันไหนคน อันไหนหุ่นยนต์
.
นอกจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่จะต้องขบคิดปูทางไว้ให้พร้อมต่อการใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต คือการกำหนดว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น ผู้กระทำคือเจ้าของโทรศัพท์ หรือกูเกิลที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนกันซึ่งจะต้องผ่านเซิฟเวอร์ของกูเกิลเป็นข้อมูลของใคร กูเกิลมีสิทธิเข้าถึงได้แค่ไหน และอะไรต่อมิอะไรที่ต้องคิดไว้เผื่ออนาคตให้หมด คล้ายๆ กับกรณีของรถยนต์ไร้คนขับ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ เจ้าของรถ เจ้าของแบรนด์รถยนต์ หรือเจ้าของเทคโนโลยี ยังมีขั้นตอนน่าปวดหัวอีกมากมายที่จะต้องผ่านพ้น ซึ่งทำไปทำมาตัวเทคโนโลยีเองอาจจะพร้อมให้ใช้งานได้ก่อนที่จะวางมาตรฐานเรื่องนี้กันเสร็จด้วยซ้ำ
.
ที่น่าคิดต่อขำๆ ก็คือ ตอนนี้มันทำหน้าที่โทรศัพท์นัดหมายง่ายๆ ให้เราได้ ต่อไปก็คงค่อยๆ ทำเรื่องยากขึ้นๆ ได้เรื่อยๆ เหมือนที่มีการทำวิดีโอล้อเลียนออกมาว่าในอนาคตเราคงให้ผู้ช่วยส่วนตัวเราโทรศัพท์ไปบอกเลิกแฟนแทนเราได้ อะไรที่เราคุยเองแล้วอึดอัด ไม่สบายใจที่จะคุย แค่โยนให้ผู้ช่วยส่วนตัวประจำโทรศัพท์มือถือของเราจัดการให้ก็เสร็จ และคิดต่ออีกนิดคือเป็นไปได้แค่ไหนที่อาชีพต่อไปที่จะจ่อคิวตกงาน คืออาชีพเลขานุการ หรือผู้จัดการดูแลคิวที่ทำหน้าที่บริหารจัดการตารางนัดหมายเบื้องต้น
.
จะเป็นยังไงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ใครให้เอไอโทรมาบอกเลิกเนี่ย ดิฉันจะตามล่าล้างแค้นทั้งเอไอทั้งเจ้าของนั่นแหละค่ะ

 

Reviews

Comment as: