ตามทันโลกด้วยการจับใจความและตั้งข้อสังเกตุ

By : Anon Pairot


ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายจนผมเชื่อว่าหลายหลายคนแทบจะตามไม่ทันด้วยซ้ำ ผมเกิดในยุค 80s’ มันมีหลายอย่างมากมายที่ทำให้สังคมและผู้คนได้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นประกอบกับความก้าวหน้าขึ้นทุกวันของเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำให้หลายๆ คนเชื่อมต่อกัน รู้ทันข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็ว เป็นเพื่อนกันข้ามฟากโลก ตลอดจนทำให้วิทยาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละชั่วโมงส่งต่อและพัฒนาต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็ว ในโลกทุกวันนี้ นั่นแหละมันทำให้เราและตัวผมเองก็อลหม่านไปกับข่าวสารที่อัพเดทตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของเรื่องใหญ่ๆ กันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และแน่นอนทุกวันนี้ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าอันไหนเป็นเรื่องจริงว่าอันไหนเป็นสิ่งที่อัพเดท หรือ เรื่องไหนเป็นสิ่งที่หลอกลวงเป็นโฆษณาชวนเชื่อกันแน่
.
เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคของการแพร่กระจายทางด้านข้อมูลข่าวสารกันอย่างปัจจุบันทันด่วน เมืองที่เติบโตไปด้วยป้ายโฆษณาชวนเชื่อ viral marketing โฆษณาแฝง กิจกรรมที่พยายามปลุกเร้าการขาย จนไปถึงการผูกมัดตัวเราเข้าไปสู่ธุรกิจหรือประเด็นสังคมต่างๆ แบบนวลเนียน เด็กที่โตมากับยุคนี้คงจะมีสัญชาตญาณบางอย่างที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการถูกสปอยล์ข่าวสารและความใจร้อนจากโลกของความสะดวกสบายวันนี้
.
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นทักษะที่ดีอย่างหนึ่งในการทำงานและใช้ชีวิตประจำวัน ฝึกฝนและได้รับประโยชน์จากมันก็คือ “การหัดรู้จักจับใจความ”
.
การจับใจความนั้นหลายคนอาจจะรู้จักมันดีอยู่แล้วเพราะคงผ่านการเรียนพื้นฐานทางด้านภาษามาตั้งแต่ระดับประถม แต่สิ่งที่ผมจะอธิบายทักษะการจะจับใจความ ในแบบมุมของอานนท์ คงขอนิยามไปในมุมมองแบบกว้างของการจับใจความผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน ใช่เพียงการจับใจความด้วยการอ่านตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว
.
ก็เพราะด้วยโลกทุกวันนี้การสื่อสารไม่ได้มาในรูปแบบตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว การที่เราจะเข้าใจ และตามให้ทันรหัสลับ ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลที่ถูกส่งมา ไม่ว่าจะเป็นทางภาพ ทางเสียงเพลง ทางโมชันกราฟฟิก หรือเรื่องราวจากหลักฐานวัตถุหรือสิ่งที่หลงเหลือไว้ให้เรางงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
.
การจับใจความในรูปแบบนี้ก็คงเป็นการผสมผสานทางการสังเกตและตั้งคำถามในสิ่งต่างๆ จนถึงการไต่สวนกลั่นกรอง จบท้ายด้วยการสังเคราะห์และวิเคราะห์สิ่งนั้นๆ เป็นบทสรุปให้เราเข้าใจเนื้อหาที่ซ่อนเร้นในข้อมูลนั้นๆ
.
ผมลองยกตัวอย่างง่ายๆ จากการตั้งคำถามกับข่าวสารใกล้ตัว
.
“ทำไมเราต้องมีพรรคการเมืองใหม่?”
.
มันน่าสนใจใช่ไหมครับ
มันกำลังจะหมายถึงอะไร? และอธิบายอะไรกับเรื่องการเมืองแบบเก่า? แล้วพรรคการเมืองใหม่จะเป็นเหมือนพรรคการเมืองแบบเก่าในหน้าตาคนรุ่นใหม่หรือเปล่า?
.
“หรือเหตุการณ์ป้าทุบรถหน้าประตูบ้าน การทุบรถไม่ใช่เพียงแค่การทุบรถเพียงเท่านั้น แต่หมายถึงเรื่องอะไรบ้างที่สัมพันธ์ไปกับเหตุการณ์นี้”
.
“เรื่องหวย 30,000,000 ที่คนไทยหลายคน เข้าไปร่วมวงจากกรณีความงุนงงที่เริ่มต้นจากคนสองคน!!!”
.
“ปรากฏการณ์เสือดำ ก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเสือดำตัวหนึ่งถูกฆ่าตาย เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว”
.
และยังมีอีกหลายเรื่อง ที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กแต่ในอีกหลายๆ คนอาจจะเข้ามาช่วยขยายให้เป็นเรื่องใหญ่ได้
.
นี่อาจจะเป็นพลานุภาพอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับเสรีภาพในโลกออนไลน์ อิสรภาพของการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย โลกที่ Facebook นำคนแปลกหน้าหลากหลายคน ได้มาพูดคุยกัน พลัง อำนาจของการโพสต์และแชร์ข้อมูลข่าวสารจากคนหนึ่งคนก็สามารถส่งต่อไปสู่หลักหมื่นหลักแสนหลักล้านคนได้
.
ในความอลหม่านของข่าวสารในแต่ละวันนี้ ทุกการรับข้อมูล ทุกการตีความ และทุกการสื่อสารต่อไป ก็อาจก่อให้เกิดผลดีอย่างมหาศาลและผลร้ายอย่างน่าสะพรึงกลัว ถ้าเราไม่รู้จักที่จะจับใจความประเด็นสำคัญเอาไว้ให้มั่น และแน่นอนมันก็ควรถูกตรวจสอบให้ดีเสียด้วย ว่าการจับใจความของเรานั้นถูกต้องหรือยัง เพราะใจความที่เกิดขึ้นอาจมีมุมมองหลากหลายมิติทั้งในรูปแบบที่กว้างมากๆ หรืออาจจะเป็นมิติที่ลึกไปสู่เรื่องอื่นได้อีก
.
ย้อนมาสู่เรื่องแปลกใกล้ตัว เช่นการดำรงชีวิตประจำวัน หรือการประกอบธุรกิจของเราเอง ทักษะการจับใจความที่ดีจากคนที่คุณคุยด้วย จากลูกค้าที่ถามถึงสินค้าคุณ บริการของคุณ ประโยคสั้นๆ ที่เราได้รับอาจไม่ได้หมายความแค่เพียงเรื่องนั้นเพียงอย่างเดียว แต่จะหมายถึงว่า คุณแคร์เรื่องนั้นแค่ไหน? คุณใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ บ้างหรือไม่? คุณเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นบ้างหรือเปล่า?
.
วันก่อนที่ผมเจอจราจรตั้งด่านตรวจ
ท่านถามผมว่า
.
“ ขอดูใบขับขี่หน่อย”
ทำไมไม่รู้ มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องโดนยึดใบขับขี่แน่ๆ ในสักกรณีหนึ่ง ถ้าผมรู้ตัวว่ามีความผิดแน่ๆ แน่นอนมันหมายถึงการที่ใบขับขี่ที่ถามถึง จะเป็นตัวประกันของผมแล้ว…
แต่ผมไม่ได้มีความผิดอะไร ผมจึงไม่กลัว ที่จะต้องยื่นใบขับขี่ไปให้กับคุณตำรวจจราจร นั่นก็อาจหมายถึง
คุณตำรวจจราจรช่างเป็นห่วงเป็นใยผู้ขับขี่ว่าจะลืมนำใบขับขี่ พกติดตัวมาหรือเปล่า
.
ประโยคเพียงประโยคเดียว หากเรานำมาวิเคราะห์ตีความผิดๆ ตัวผมเองทะลึ่งวิ่งหนีออกจากรถไม่ยอมให้ใบขับขี่แต่โดยดีโดยไม่มีเหตุผล เพราะกลัวว่าจะมีความผิด การวิ่งหนีออกมาจากรถ อาจทำให้คุณตำรวจชักปืนขึ้นมาต่อสู้กับผม เพราะคุณตำรวจก็กลัวว่าไอ้บ้าอานนท์อาจจะมีความผิดอะไรซักอย่างเช่นกัน ผมได้ไปคิดจินตนาการหลังจากขับออกมาว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าผมตีความและจับใจความผิดๆ จากการถามไถ่ถึงใบขับขี่ ด้วยประโยคสั้นๆ ของคุณตำรวจในเวลานั้น
.
“หากลูกค้าถามพนักงานเสิร์ฟว่าพอจะมีกระดาษทิชชูไหม?” นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการกระดาษทิชชูเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงเขาต้องการความเอาใจใส่การดูแล และการบริการจากธุรกิจคุณ
.
ทิชชูม้วนตามห้องน้ำโรงแรมที่ถูกพับปลายสามเหลี่ยมเตรียมหยิบ มันทำให้เรารู้ว่า เพิ่งมีพนักงานทำความสะอาดเข้ามาดูแล และแสดงให้เห็นความประณีตที่เอาใจใส่มันก่อนหน้าที่เราเข้าใช้ห้องน้ำนั้น และมันยังต้องการบอกว่า ห้องน้ำยังคงความสะอาดอยู่นะ นี่คือสัญลักษณ์ที่ซ่อนไว้สื่อสารกับลูกค้าของโรงแรมทุกคน
.
ยิ่งภาษาไทย วัฒนธรรมไทยมีเรื่องที่แสนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในหลายๆ รายละเอียดยิ่งทำให้เราต้องพิจารณาการรับข้อมูลนั้น จับใจความของข้อมูลนั้นให้ได้ การสื่อสารโต้ตอบกลับไปก็จะมีประสิทธิภาพและรอบคอบมากขึ้น หรือผิดพลาดจากเรื่องไม่เป็นเรื่องน้อยลง
.
ผมอาจจะแนะนำทริคง่ายๆ ที่ผมอยากแบ่งปันให้กับผู้อ่านเผื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ไม่ต้องชุลมุนจากความผิดพลาดของการรับฟังโดยเริ่มจับใจความ
.
1. ตั้งใจรับฟังให้ละเอียดครบถ้วน หากฟังไม่ชัดเจน หรือมองเห็นไม่ชัดแจ๋ว ให้ลอง รีเช็ค/ตรวจสอบ อีกสักรอบ
2. สังเคราะห์ข้อมูลนั้นว่า มีใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ทำไม ให้ดีๆ ครบถ้วน
3. ตั้งคำถามมันอีกครั้ง ว่ามันหมายความว่าอย่างไรในประเด็นหลัก หรือมีประเด็นรอง แอบซ่อนอย่างไร
4. หัดสรุปทั้งหมด หลังรับรู้ข้อมูลนั้น ทำความเข้าใจ และคงดีถ้ามีเวลาจดหรือบันทึกเป็นประเด็นเก็บไว้
.
แน่นอน ตัวผมเองก็ทำตามสเต็ปที่ผมแนะนำได้ไม่ทุกครั้งหรอก แต่ถ้ามีโอกาสก็จะทำเสมอ ฝึกฝนทำบ่อยๆ ให้เป็นนิสัย มันช่วยให้กลไกสมองทำงานเป็นระบบนี้อย่างอัตโนมัติในทุกการสื่อสาร
.

การเถียงอะไรกับลูกค้า หรือคนที่คุณติดต่อด้วยแบบลืมจับใจความที่เขาส่งต่อมาให้คุณ อาจทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว หรือเรื่องที่สำคัญก็ทำให้เราพลาดโอกาสที่ควรได้รับไปแบบน่าเสียดาย นอกจากคุณจะไม่ประสบความสำเร็จในการติดต่อสื่อสาร มันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียกระทบรอบข้างไปมากกว่าที่เราคิดเสียอีก
.
ความล้มเหลวของธุรกิจและโปรเจคต่างๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะเริ่มต้นจากการผิดพลาดเล็กๆ นี้อยู่เสมอ
คนที่มีความแม่นยำด้านการจับใจความ จับประเด็นได้ดี ก็จะเห็นโอกาส และจังหวะของการเจรจาสื่อสารได้ดี ถูกจังหวะถูกเวลาถูกคนและตรงเป้าหมายได้ดีอยู่เสมอ

 

Reviews

Comment as: