Anusorn Tipayanon

BLINK

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เจ้าของสมญานาม “มูราคามิเมืองไทย” ผู้มีลีลาการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษ ด้านการออกแบบหลายสาขาวิชาให้แก่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง และเป็นวิทยากรสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้แก่หน่วยงานต่างๆ มากมาย


 

Blogs

เมื่อโลกร้อนรนเกินกว่าเราจะทนอยู่ (ตอนที่ 2)

22/07/2017

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ไม่อาจเก็บความร้อนไว้ในตัวได้ แม้ว่าเราจะต้องการความร้อนเพื่อการเผาผลาญพลังงานก็ตามที การระบายความร้อนของมนุษย์จะปรากฏให้เห็นหลังการออกกำลังกายด้วยการหอบออกมาหรือการต้องการน้ำดื่มอย่างกระทันหัน ดังนั้นหากโลกร้อนขึ้นจากอุณหภูมิปกติเพียง 7 องศาฟาเรนไฮต์ (ราว 13.89องศาเซลเซียส) ร่างกายของมนุษย์ก็ยากจะทนทานอยู่ได้ โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่แถบเส้นศูนย์สูตร และสำหรับผู้คนทั่วโลกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไปถึง 12 องศา (ฟาเรนไฮต์)จะหมายถึงการสูญสิ้นของเผ่าพันธ์มนุษย์เลยทีเดียว ความร้อนขนาดนั้นคงไม่เกิดขึ้นได้ในช่วงศตวรรษนี้แน่ ระดับสูงสุดที่เราคาดหวังไว้ในทางเลวร้ายคือ7 องศา (ฟาเรนไฮต์)ที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของความร้อนบนโลกมีอย่างต่อเนื่อง หลังปี ค.ศ.2002 มีคำเตือนจากหลายประเทศในยุโรปถึงการออกนอกบ้านในฤดูร้อนว่าอาจทำอันตรายแก่ร่างกายได้หากไม่ระมัดระวังหรือป้องกัน เมือง2 เมืองที่เข้าขั้นวิกฤตในปีนั้นและปีถัดมา ได้แก่ การาจีในประเทศปากีสถาน และกัลกัตตาในประเทศอินเดีย มีการคาดเดาจากนักอุตุนิยมวิทยาว่า ไม่ช้าก็เร็วการอาศัยอยู่ใน 2 เมืองนี้อาจเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป จุดที่ร้อนสูงสุดในโลกนี้อยู่ที่ประเทศบาห์เรน มีการทักทำนายว่า หากความร้อนยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้ แม้การนอนหลับธรรมดาในยามค่ำคืนของผู้คนในดินแดนนั้น อาจก่อให้เกิดสภาวะไฮเปอร์เทอร์เมีย-Hyperthermia (สภาวะที่ระบบการควบคุมอุณหภูมิ หรือความร้อนในร่างกายทำงานผิดปกติเพราะได้รับความร้อนมากเกินไป) ได้ ดินแดนตะวันออกกลางและรอบๆ อ่าวเปอร์เซียก็กำลังประสบปัญหาหนักเช่นกัน ในปี ค.ศ.2015 อุณหภูมิสูงสุดในดินแดนแถบนั้นคือ 163 องศาฟาเรนไฮต์(72.78 องศาเซลเซียส) ซึ่งถือว่ายากจะทำงานกลางแจ้งได้แล้ว และด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้งเช่นนี้ อีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าการประกอบพิธีฮัจญ์ที่เมืองเมกกะอาจกระทำไม่ได้อย่างแน่นอน ที่ประเทศ เอล ซัลวาดอร์ ในแถบที่มีการทำไร่อ้อย ความร้อนที่เพิ่มขึ้นกำลังทำร้ายร่างกายผู้คนแถบนั้นอย่างรุนแรง […]

เมื่อโลกร้อนรนเกินกว่าเราจะทนอยู่ (ตอนที่ 1)

22/07/2017

สภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักอยู่ในยามนี้ คำว่า Global Warming หรืออุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่คำแปลกประหลาดอีกต่อไป สภาพที่ชายหาดเริ่มหดหายไม่ใช่สภาพที่แปลกประหลาดอีกต่อไป การเปิดหน้าต่างหรือเครื่องปรับอากาศในฤดูหนาวไม่ใช่กิจกรรมที่แปลกประหลาดอีกต่อไป เราทุกคนล้วนรับรู้ว่าโลกร้อนขึ้นและร้อนขึ้น แต่การรับรู้นั้นไม่ใช่ความรู้สึกรุนแรงเหมือนดังตกอยู่ในยามวิกฤต เราเชื่อว่าทุกสิ่งจะจัดการได้ในชั่วชีวิตของเราและปัญหาใดก็ตามเกี่ยวกับโลกร้อนที่ยากเกินไป เราย่อมพร้อมจะทิ้งให้เป็นเรื่องของคนรุ่นต่อไปในการจัดการปัญหานั้น ทว่าในความเป็นจริง ไม่ใช่เช่นนั้นเลย ปัญหาโลกร้อนอาจหนักหนากว่าที่เราเห็นและไม่แน่ด้วยซ้ำไปว่าก่อนสิ้นศตวรรษนี้ โลกอาจไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยโดยสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อีกต่อไป หลายเดือนก่อน ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียมบอกเราว่าหลังปี 1998 โลกร้อนขึ้นในอัตราทวีคูณเกินกว่าที่คาดเดาเอาไว้ ที่ขั้วโลกใต้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งได้แตกตัวออกเป็นระยะทางถึง 11 ไมล์ ใน6 วัน เหลืออีกเพียง 3 ไมล์จะทำให้น้ำทะเลกลืนกินมันได้ และไม่แน่ว่ากว่าที่บทความนี้จะจัดพิมพ์ ธารน้ำแข็งนั้นอาจละลายหายไปในมหาสุมทรแอนตาร์คติคแล้วก็เป็นได้ คำถามที่น่าสนใจคือ หากวิกฤตโลกร้อนที่ว่านี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนจริง เพราะเหตุใดเล่าเราถึงหาได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับวิกฤตที่ว่าเลยแม้แต่น้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกเฉยเมยกับปัญหาสำคัญที่ว่านี้ได้ นักอุตุนิยมวิทยานาม เจมส์ ฮันเซ่น-James Hansen ได้ให้ความเห็นว่า ความเฉยเมยที่ว่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุสองประการ ประการแรกนั้นเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องปัญหาโลกร้อนไม่สามารถค้นหาภาษาที่จะใช้สื่อสารกับผู้คนทั่วไปได้อย่างง่ายดายหรือราบรื่น ประการที่สองคือเหล่าบรรดาเทคโนแครต-Tecnocrat หรือผู้ที่ยึดมั่นในการใช้เทคนิควิทยาการเพื่อพัฒนาโลก ล้วนดาหน้าออกมาชี้แจงว่าปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมและจัดการได้และเสียงพูดของพวกเขานั้นดังและกินพื้นที่กว่าเสียงของผู้เตือนภัยจากวิกฤตนี้อย่างเทียบกันไม่ได้เลย สมการง่ายๆ ของวิกฤตโลกร้อนเป็นดังนี้ ทุก 2 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนนับ 10 ล้านคนที่ต้องอพยพถิ่นฐาน และหากอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส […]

โรคภัยจากความยุ่งเหยิง

22/06/2017

เราทุกคนล้วนเคยตกอยู่ในสภาวะวุ่นวาย ยุ่งเหยิง เราตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์พร้อมความรู้สึกว่ามีอะไรอีกมากมายที่ยังทำไม่เสร็จและไม่อยากไปปรากฏตัวที่ที่ทำงานเลย เราจบวันศุกร์ด้วยความโล่งอกก่อนจะพบว่าตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์ด้วยความรู้สึกเช่นเดิม นี่คืออาการแบบหนึ่ง หรืออีกอาการ เราปฏิเสธการสังสรรค์ การพบเจอคน ด้วยความรู้สึกว่าเรามีหลายสิ่งแบกบนบ่าที่ต้องจัดการ เราเก็บตัวเงียบ ตั้งมั่นกับการทำงานก่อนจะพบว่าเรายังมีบางสิ่งแบกบนบ่าเหมือนเดิม ไม่เบาบางลงเลย ทางแก้ของการตื่นให้เช้าขึ้น เพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น ดูไม่ช่วยเหลืออะไร หนทางแก้ไขความยุ่งเหยิงอยู่ที่ไหนกัน? สภาวะเช่นนี้มีคำเรียกเฉพาะคือ Human Doing ซึ่งต่างจาก Human Being เราจำเป็นจะต้องหาอะไรทำบางอย่างหรือวุ่นกับอะไรบางอย่างเราถึงรู้สึกว่าตนเองมีชีวิตหรือเราสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว กระบวนการทำให้ “วุ่น” มากกว่าทำให้ “ว่าง” นี้ ดูจะเริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์ พ่อแม่จะหงุดหงิดรำคาญใจหากลูกของตนนั่งนิ่งๆหลังโรงเรียนเลิกหรือขอตัวไปเล่นกับเพื่อน กิจกรรมจำนวนมากถูกกำหนดขึ้นให้ลูกของตน”วุ่น” เล่นกีฬา ซ้อมบัลเล่ต์ เรียนเปียนโน แน่นอนกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์สำหรับเด็กแต่ปริมาณไหนจึงสมควร นี่เป็นคำถามสำคัญอีกเช่นกัน ความรู้สึกวุ่นนั้นเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งที่เราสลัดมันยาก เรามีไมโครเวฟ มีหม้อหุงข้าว กิจกรรมในครัวที่กินเวลามากมายในอดีตลดหายไป แต่เรายังวุ่น วุ่นเสมอ นั่นเป็นเพราะเราพอใจที่จะรู้สึกวุ่น ความรู้สึกที่ว่านี้อาจเกิดจากงานที่มากมายจริงๆ กับอาจเกิดจากการที่มีบางสิ่งในใจเราที่เราไม่กล้าเผชิญมันแบบตรงไปตรงมาและเราทำตัวให้วุ่นเพื่อบดบังหรือปิดบังมัน กวีนาม ดับเบิ้ลยู บี ยีสต์ เคยกล่าวไว้ว่า “ความกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ซ่อนเร้นในใจเรานั้นต้องมีมากกว่าความกล้าที่จะออกสงครามเสียอีก” ในคำทักทายแบบอาหรับโดยเฉพาะในภาษาเปอร์เซีย ผู้พบกันจะถามอีกฝ่ายว่า Haal-e shomaa […]

หนึ่งกิจกรรมต่อวัน หนึ่งความสุขที่ยั่งยืน

22/06/2017

“Being a giver rather than a taker” จงเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ ถ้อยคำอันเรียบง่ายนี้มีความหมายในการหาความสุขในแต่ละวัน การเสียสละเพื่อผู้อื่นคือการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน และการปรับใช้การกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทนด้วยการสร้างกิจกรรมที่ต่อเนื่องในแต่ละวันคือยาที่ช่วยรักษาอาการซึมเศร้า หดหู่ หรืออาการหม่นหมองได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง ในปี 2013 วารสารที่มีชื่อว่าจิตวิทยาด้วยการคิดบวก หรือ Journal of Positive Psychology ได้ตีพิมพ์บทความที่กล่าวถึงการเลือกทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในแต่ละวันที่เราทำสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องจะส่งผลต่อความสุขที่ยั่งยืนในระยะยาว และโดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งต่อให้คนอื่นมีความสุขด้วยแล้วยิ่งมีผลด้านบวกต่ออารมณ์ของผู้กระทำอย่างน่าสนใจ ในการสอบถามผู้คนกว่าสี่ร้อยคนในบทความนั้น มีกิจกรรมมากมายที่แต่ละบุคคลเลือกทำอาทิเช่นการถักโครเชท์ การอ่านหนังสือ การทำสวน แต่กิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจคือการทำขนมปังหรือ Baking ครูที่สอนทำขนมปังคนหนึ่งคือ จูลี่ ทอมสัน-Julie Thomsonกล่าวว่านักเรียนของเธอที่มาเรียนการทำขนมปังและกลับไปทำขนมปังแจกจ่ายผู้คนนั้นมีความสุขขึ้นกว่าเดิมมาก แน่นอนมีกิจกรรมเหล่านั้นอยู่เสมอในแต่ละบุคคลเช่นการเล่นโยคะ การวิ่ง หรือการออกกำลังกายแบบอื่นแต่สิ่งเหล่านั้นดูจะสำเร็จลงเฉพาะตัวมากเกินไปไม่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับบุคคลอื่น จูลี่ ทอมสัน- Julie Thomson ได้ผนวกกิจกรรมส่วนตนส่วนรวมคือการนั่งสมาธิเข้ากับการทำขนมปังและเรียกสิ่งนั้นว่า Breaditation อันหมายถึงการทำสมาธิผ่านการนวดแป้งและทำขนมปัง “สิ่งพิเศษสำหรับการทำขนมปังอย่างมีสติหรือมีสมาธิจดจ่อคือคุณได้ขนมปังเป็นผลลัพธ์ในที่สุด มีสิ่งจับต้องได้เกิดขึ้นและคุณสามารถแบ่งปันมันกับบุคคลอื่นได้” การสร้างกิจกรรมเช่นนี้เอื้อต่อบุคคลที่อาจรู้สึกว่าการนั่งสมาธิโดดๆนั้นจืดชืดและไม่มีชีวิตชีวา นอกจากนี้การทำขนมปังยังข้องเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์ การชั่งตวงวัดปริมาณแป้ง การขบคิดถึงกลิ่นหรือรส การใส่ใจกับส่วนผสม ทำให้สมองได้ทำงาน ได้ตื่นตัว เราอาจรู้สึกเบ้หน้าถ้ารู้สึกว่าต้องนั่งสมาธิเป็นเวลานานนับชั่วโมงในแต่ละวันแต่หากถูกสั่งให้ทำขนมปังเพื่อแจกจ่ายคนอื่น เราจะรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะผูกผ้ากันเปื้อนในตอนนั้นเลย กิจกรรมที่ว่านี้มีปัจจัยสองแบบที่เอื้อต่อความรู้สึกป่วยไข้ทางจิตใจ […]