Anusorn Tipayanon

BLINK

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เจ้าของสมญานาม “มูราคามิเมืองไทย” ผู้มีลีลาการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษ ด้านการออกแบบหลายสาขาวิชาให้แก่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง และเป็นวิทยากรสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้แก่หน่วยงานต่างๆ มากมาย

 

Blogs

เปลือยเท้าอย่างเข้าใจ

17/04/2018

“เด็กที่ใส่รองเท้าผ้าใบเป็นเวลานานอาจจะหลงลืมและละเลยคุณสมบัติอันละเอียดอ่อนของฝ่าเท้า ฝ่าเท้านั้นใช้ยึดจับพื้นดิน ทั้งนิ้วเท้า ส้นเท้า และข้อเท้า ช่วยสร้างสมดุลย์ในการทรงตัว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าการเดินเท้าเปล่า จะช่วยเสริมภูมิต้านทานในร่างกาย เด็กจะแข็งแรงขึ้นหากเราช่วยให้ฝ่าเท้าของเด็กได้สัมผัสกับธรรมชาติเป็นประจำ” . เร พิก้า (Rae Pica) นักจิตวิทยาเด็กเขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “ประสบการณ์ต่อการเคลื่อนที่และดนตรี” (Experiencing in movement and music) ในบทความชิ้นนั้นเธอกล่าวว่า การเดินเท้าเปล่านั้นไม่ได้เพียงแต่เพิ่มสัมผัสต่อโลก หากแต่มันยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของเด็กอีกด้วย ความจริงที่ว่า เท้า ฝ่าเท้า และปลายเท้าของเรานั้นเป็นส่วนที่มีเส้นประสาทรวมตัวกันมากที่สุด หากกระตุ้นมันอย่างสม่ำเสมอมีผลอย่างมากต่อระบบประสาทโดยรวมของร่างกาย . แล้วเพราะเหตุใดกัน เราจึงต้องใส่ใจกับรองเท้าและการใส่รองเท้าในเด็กเป็นพิเศษ (ประเภทของรองเท่าที่เด็กใส่บ่อยๆ จะกลายเป็นความเคยชินที่ติดตัวในเวลาต่อมา) เหตุผลหนึ่งที่ใช้กันอยู่เสมอคือ การป้องกันเด็กจากเชื้อโรคตามพื้นดิน แต่อย่าลืมว่าผิวหนังของมนุษย์ในยามปกตินั้นสามารถป้องกันจุลินทรีย์เหล่านั้นได้อย่างปกติอยู่แล้ว และอันที่จริงมือของเรานั้นเป็นส่วนที่สัมผัสเชื้อโรคมากกว่าส่วนอื่นๆ ถ้ามีความเชื่อตามเหตุผลนี้ เราคงต้องใส่ถุงมือแทบตลอดเวลาเป็นแน่… . อีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนการใส่รองเท้าในเด็กคือ การป้องกันพวกเขาจากวัตถุหรือสิ่งของมีคม ซึ่งฝ่าเท้าของคนเราจะมีผิวหนังที่หนากว่าอวัยวะอื่นๆ ดังนั้น ถ้าเด็กๆ วิ่งเล่นตามปกติ แล้วไม่ไปเจอเศษแก้ว ของมีคมเข้าซะก่อน การบาดเจ็บบริเวณฝ่าเท้านั้นแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย . การใส่รองเท้าในเด็กและใส่ติดต่อกันมายาวนาน จะมีผลต่อการบังคับรูปทรงของเท้าที่กำลังเติบโตอย่างอิสระ รองเท้าทำให้สัมผัสด้านทิศทางเปลี่ยนแปลงไป อาจมีผลให้สมดุลย์เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย […]

ผูกมิตรเช่นสุนัขป่า

15/03/2018

มีหลักฐานที่น่าสนใจว่าสุนัขเดินเคียงข้างมนุษย์เรานับแต่ยุคหินแล้ว โดยนักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ได้พบว่ามนุษย์ยุคหินได้เปลี่ยนสุนัขป่าให้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงในยุคสมัยของเขา สุนัขยุคหินนั้นปรากฏในแถบเอเชียอันได้แก่ในเขตประเทศ จีน ไทย กัมพูชา ธิเบต เกาหลี และญี่ปุ่น ปีเตอร์ ซาโวไลเน่น – Peter Savolainen รองศาสตราจารย์ด้านไบโอเทคแห่งสถาบันเทคโนโลยีในสต๊อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้พบว่าสุนัขเลี้ยง (Canis Familiaris) ในดินแดนแถบนั้นมีรหัสทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับสุนัขป่า (Canis Lupus) และเชื่อว่าการกลายพันธุ์ที่ว่ากินเวลาราว 15,000 ปีนับจากปัจจุบัน หลังจากนั้น เชื่อได้ว่าสุนัขได้ติดตามการอพยพของผู้เป็นเจ้าของจากดินแดนเอเชียเข้าสู่ดินแดนอเมริกาโดยผ่านไปทางไซบีเรีย ข้ามช่องแคบเเบริ่ง และลงไปยังอลาสก้าในเวลาต่อมา . อย่างไรก็ตาม การที่ซากฟอสซิลเก่าแก่ที่สุดของสุนัขเลี้ยงที่ค้นพบมีอายุเพียงเจ็ดพันปี การตั้งสมมุติฐานที่ว่าสุนัขเลี้ยงได้เริ่มกลายพันธ์มาถึงหนึ่งหมื่นปีจึงถูกโต้แย้ง Juliet Clutton – Brock นักธรรมชาติวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอนกล่าวว่าการคาดการณ์การกลายพันธ์เป็นสองเท่าของประวัติศาสตร์ของสุนัขเลี้ยงดูจะเกินจริงเกินไป . การแสวงหาอายุที่แท้จริงของสุนัขเลี้ยงตัวแรกอาจจะยังไม่ยุติ แต่ข้อสรุปที่แน่นอนคือสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดแรกของมนุษย์ สาเหตุนั้นมาจากการที่สุนัขมีความสามารถในการค้นหาอาหารได้ดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น ลิงอาจเป็นสัตว์ที่ดูเข้ากับมนุษย์และคล้ายคลึงกับมนุษย์มากกว่า แต่สุนัขสามารถถูกฝึกได้ การมองตามสายตาของผู้เป็นนายเพื่อนำสัตว์ที่ล่ามามอบให้ หรือการปกป้องอันตรายจากสัตว์อื่น สุนัขมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมมากกว่าสัตว์ใดๆ อย่างไรก็ตาม การกลายพันธ์ของสุนัขบ้านจากสุนัขป่าก็ยังคงทิ้งร่องรอยหลายอย่างไว้ในตัวของมัน อาทิ การหวงแหนพื้นที่ การออกไล่ล่าหรือเข้าทำร้ายสิ่งใดแบบเป็นฝูง และการยอมรับสุนัขในฝูงเหมือนดังพี่น้องของมันเอง พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนถูกถ่ายทอดลงมานับหลายพันปี […]

เมื่อสมองทำงานเพื่อผู้อื่น คุณจะชราช้าลง

13/02/2018

ครั้งสุดท้ายที่เรานอนกลางป่านั้นเมื่อใดกัน? เชื่อว่าหลายคนคงเคยร่วมกิจกรรมกลางแจ้งในสมัยเด็กๆมาไม่มากก็น้อย การออกค่ายลูกเสือ การเข้าค่ายสมัยเป็นนักศึกษา ชีวิตที่มีการกางเต๊นท์ ก่อกองไฟ ร้องเพลงหรือทำสันทนาการร่วมกัน สามหรือสี่วันประมาณนั้นก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน พร้อมกับความสดชื่นของร่างกายและอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดหลังจากนั้น หลายคนอาจไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีก ในขณะที่หลายคนกำหนดตารางเวลาว่าต้องมีสักครั้งในหนึ่งปีที่การใช้ชีวิตแบบนั้นจะเกิดขึ้น การได้รับอากาศบริสุทธิ์ การเข้าไปในป่าลึก ท่ามกลางความเงียบ ไร้แสงสีธรรมชาติ มีเพียงการขึ้นและลงของดวงอาทิตย์ ที่กำหนดโมงยาม ทั้งหมดนี้มีอะไรน่าดึงดูดหรือ . สถาบันแม๊กซ แพลงค์- Max Planck ในเยอรมันได้ทำการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมองของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองหรือ Urban Dweller กับอิทธิพลของป่าเขาและได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เสียง มลพิษ และพื้นที่อยู่อาศัยที่จำกัดก่อให้เกิดความเครียดมากมายแก่คนเหล่านั้น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้า โรคกังวล หรือโรคเครียด สมองส่วนอมิกดาล่า-Amydgdala อันเป็นส่วนที่ใช้รับมือกับความอันตรายของพวกเขามีแนวโน้มที่จะทำงานหนักกว่าสมองของคนทั่วไป ไซม่อน คุนห์-Simon Kuhn นักวิจัยของสถาบันฯ ได้ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างจากคนเมืองที่ย้ายตนเองไปอาศัยอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะ ป่า หรือพื้นที่สีเขียว เขาพบข้อสังเกตเบื้องต้นที่น่าสนใจว่าสมองอมิกดาล่าของบุคคลเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดีกว่าบุคคลที่อาศัยอยู่ในเมืองแบบปราศจากพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้เขายังค้นพบว่าการแก่ชราของบุคคลประเภทแรกเป็นไปอย่างปกติ จากการทำกระบวนการสมองแบบ MRI ตัวอย่างของผู้เข้ารับการทดสอบจำนวน 341 คนมีอาการหลงลืม หรือเครียดมีน้อยกว่าบุคคลในวัยเดียวกันที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง . ส่วนประเทศสหรัฐฯ เจน พลูสเนอร์ -Jens […]

รักนั้นเป็นฉันใด?

30/09/2017

“ความรักที่ไม่รู้จักวิธีรักมีแต่จะทำให้ผู้ที่ถูกรักเจ็บปวด” การพยายามนิยามสิ่งที่เรียกว่า”ความรัก”เป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำติดต่อกันมาอย่างเนิ่นนาน บ้างก็กระทำผ่านความคิดทางปรัชญา บ้างก็กระทำผ่านกระบวนการทางจิตวิทยา และมีก้าวล่วงไปถึงการกระทำผ่านสมการคณิตศาสตร์ด้วยซ้ำไป กระนั้นก็ดูเหมือนความกระจ่างในความรักยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์เพียรค้นหาต่อไป ติช นัท ฮันท์ พระภิกษุชาวเวียดนามที่มีชื่อเสียงในด้านของการอบรมการภาวนาและการแสวงหาสันติภาพภายในตน ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า “จะรักกันอย่างไร-How To Love” อันเป็นหนังสือที่บอกถึงถ้อยความการเรียนรู้ความรักในฐานะประสบการณ์สำคัญของชีวิต ประเด็นสำคัญของความรักในแง่มุมของ ท่าน นัท ฮันท์ คือการเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าความเข้าใจ “ความรักและความเข้าใจคือสิ่งเดียวกันแต่มีชื่อเรียกขานต่างกัน” ทว่าความเข้าใจในที่นี้ไม่ใช่ความเข้าใจในความต้องการของคู่รักอีกฝ่ายแต่เป็นความเข้าใจในความทุกข์และความเจ็บปวดของอีกฝ่ายแทน โดยท่าน นัท ฮันน์ ได้เปรียบเทียบความเข้าใจที่ว่านี้ด้วยการอุปมาว่า “หากเราเติมเกลือสักหนึ่งกำมือลงในน้ำบริสุทธิ์ น้ำบริสุทธิ์ที่ว่านั้นจะเค็มจนเราดื่มไม่ได้ แต่หากเราโยนเกลือกำมือนั้นลงไปในแม่น้ำ ผู้คนทั่วไปยังสามารถใช้น้ำนั้นหุงหาอาหาร ชำระร่างกายหรือแม้แต่ดื่มกิน แม่น้ำนั้นมีขนาดใหญ่และมีศักยภาพที่จะแบกรับ โอบกอดหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่ผสมรวมกับมัน ถ้าหัวใจของเรามีขนาดเล็ก มันก็จะสร้างความเข้าใจหรือมีความกรุณาได้เพียงเล็กน้อย เราไม่อาจยอมรับหรืออดทนต่อสิ่งต่างๆ ได้เพียงจำกัดและเราจะเริ่มเรียกร้องต่อสิ่งต่างๆให้ทำการเปลี่ยนแปลงเพื่อเรา แต่เมื่อหัวใจของเราขยายตัวขึ้น กว้างขวางขึ้น เราก็จะรับความทุกข์ทรมาณได้มากขึ้นและเราจะไม่เจ็บปวดง่ายเช่นเดิม ไม่ทุกข์เช่นเดิม เราจะเปี่ยมด้วยความเข้าใจและความกรุณาและเราจะโอบกอดผู้อื่นได้อย่างท่วมท้น เราจะยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นและนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง” ดังนั้นคำถามคือ”เราจะขยายขนาดของหัวใจของเราได้อย่างไร? เราจะเเผ่ปริมณฑลหัวใจของเราได้อย่างไร?” คำตอบของท่าน นัท ฮันท์ คือการมีความสุข “ยิ่งเราสร้างจิตใจของตนเองให้สงบและเป็นสุขได้มากเพียงใด เราก็จะสามารถพัฒนาคุณสมบัติที่จะรักได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่นคือการให้ที่ทรงพลังมากและการเข้าใจที่ว่านั้นคือความรักในตัวของมันเองเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น การมีความรักก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นทีเดียว” ด้วยเหตุนี้เอง […]

รักนั้นเป็นฉันใด-2

30/09/2017

ความอ่อนโยนเกี่ยวข้องกับความรักอย่างไร ท่าน ติชนัท ฮันท์ ได้กล่าวว่า “แก่นของความอ่อนโยนนั้นอยู่ที่การมอบความสุขให้ผู้อื่น เรามีศักยภาพที่จะเป็นดังดวงตะวันให้กับผู้อื่นได้ แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเป็นดวงตะวันให้ตนเอง ดังนั้นเราต้องเริ่มด้วยการยอมรับตนเอง ต้องเริ่มด้วยการเรียนรู้ที่จะรักและเยียวยาตนเอง เรียนรู้ที่จะมีสติที่จะสามารถสร้างความสุขและความเบิกบานให้แก่ตนเอง และเมื่อนั้นเองเราจะเริ่มพร้อมที่จะมอบมันให้แก่บุคคลอื่น” ในแง่ของความสงบนั้น ท่าน นัท ฮันท์ ได้เปรียบเทียบกับคำสันสกฤตคืออุเบกขา แปลว่า”การไม่แบ่งเขาแบ่งเรา” ซึ่งในความรักนั้นหมายถึงการไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเราและบุคคลที่เรารัก ความทุกข์ของคนที่เรารักคือความทุกข์ของเรา และความทุกข์ของเราก็คือความทุกข์ของคนที่เรารัก การพูดว่านั่นเป็นปัญหาของคุณคือการแสดงออกถึงการไม่เข้าใจและไม่ใส่ใจอย่างถึงที่สุด นอกเหนือจากองค์ประกอบทั้งสี่อันได้แก่ความอ่อนโยน ความกรุณา ความไม่แบ่งเขาแบ่งเราและความปิติเริงรื่นแล้ว คุณสมบัติย่อยที่สำคัญอีกข้อคือความไว้เนื่อเชื่อใจหรือความศรัทธาซึ่งกันและกัน ความรักที่ปราศจากความเชื่อใจย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เช่นเดียวกันกับที่เราต้องสร้างความศรัทธาหรือความไว้เนื้อเชื่อใจในตนเองเสียก่อน เริ่มต้นด้วยความเชื่อใจว่าเรามีคุณความดีที่แฝงเร้นอยู่ในตัวและสามารถพัฒนามันได้ และเมื่อเราประจักษ์เช่นนั้นในตนเอง เราย่อมประจักษ์มันในบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน ท่าน ไดเซ็ต ซูซูกิ เป็นนักบวชเซ็นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษก่อนเคยกล่าวไว้ว่า “การยึดมั่นตัวตนของเราเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการเติบโตของเราในทุกๆด้าน” ซึ่งท่าน นัท ฮันท์ เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นโดยแท้จริง คำว่า “ฉัน” หรือ “ตัวฉัน” เข้าไปข้องเกี่ยวในทุกสิ่งของชีวิตเราโดยเฉพาะในกรณีของความรัก “ฉัน” หรือ “ตัวฉัน” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเราพูดคำว่า “ฉันรักเธอ” ฉันผู้นั้นจะเริ่มต้นกำหนดทุกสิ่ง ฉันผู้นั้นจะสนใจตัวฉันที่กำลังมีความรักแทนที่จะสนใจความรักที่ก่อตัวขึ้น และทำให้เขาหลงลืมหลายสิ่งหลายอย่างไป […]

เมื่อโลกร้อนรนเกินกว่าเราจะทนอยู่ (ตอนที่ 2)

30/07/2017

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ไม่อาจเก็บความร้อนไว้ในตัวได้ แม้ว่าเราจะต้องการความร้อนเพื่อการเผาผลาญพลังงานก็ตามที การระบายความร้อนของมนุษย์จะปรากฏให้เห็นหลังการออกกำลังกายด้วยการหอบออกมาหรือการต้องการน้ำดื่มอย่างกระทันหัน ดังนั้นหากโลกร้อนขึ้นจากอุณหภูมิปกติเพียง 7 องศาฟาเรนไฮต์ (ราว 13.89 องศาเซลเซียส) ร่างกายของมนุษย์ก็ยากจะทนทานอยู่ได้ โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่แถบเส้นศูนย์สูตร และสำหรับผู้คนทั่วโลกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไปถึง 12 องศา (ฟาเรนไฮต์) จะหมายถึงการสูญสิ้นของเผ่าพันธ์ุมนุษย์เลยทีเดียว

เมื่อโลกร้อนรนเกินกว่าเราจะทนอยู่ (ตอนที่ 1)

22/07/2017

หากวิกฤตโลกร้อนที่ว่านี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนจริง เพราะเหตุใดเล่าเราถึงหาได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับวิกฤตที่ว่าเลยแม้แต่น้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกเฉยเมยกับปัญหาสำคัญที่ว่านี้ได้ นักอุตุนิยมวิทยานาม เจมส์ ฮันเซ่น-James Hansen ได้ให้ความเห็นว่า ความเฉยเมยที่ว่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุสองประการ ประการแรกนั้นเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องปัญหาโลกร้อนไม่สามารถค้นหาภาษาที่จะใช้สื่อสารกับผู้คนทั่วไปได้อย่างง่ายดายหรือราบรื่น ประการที่สองคือเหล่าบรรดาเทคโนแครต-Tecnocrat หรือผู้ที่ยึดมั่นในการใช้เทคนิควิทยาการเพื่อพัฒนาโลก ล้วนดาหน้าออกมาชี้แจงว่าปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมและจัดการได้และเสียงพูดของพวกเขานั้นดังและกินพื้นที่กว่าเสียงของผู้เตือนภัยจากวิกฤตนี้อย่างเทียบกันไม่ได้เลย

โรคภัยจากความยุ่งเหยิง

22/06/2017

เราทุกคนล้วนเคยตกอยู่ในสภาวะวุ่นวาย ยุ่งเหยิง เราตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์พร้อมความรู้สึกว่ามีอะไรอีกมากมายที่ยังทำไม่เสร็จและไม่อยากไปปรากฏตัวที่ที่ทำงานเลย เราจบวันศุกร์ด้วยความโล่งอกก่อนจะพบว่าตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์ด้วยความรู้สึกเช่นเดิม นี่คืออาการแบบหนึ่ง หรืออีกอาการ เราปฏิเสธการสังสรรค์ การพบเจอคน ด้วยความรู้สึกว่าเรามีหลายสิ่งแบกบนบ่าที่ต้องจัดการ เราเก็บตัวเงียบ ตั้งมั่นกับการทำงานก่อนจะพบว่าเรายังมีบางสิ่งแบกบนบ่าเหมือนเดิม ไม่เบาบางลงเลย ทางแก้ของการตื่นให้เช้าขึ้น เพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น ดูไม่ช่วยเหลืออะไร หนทางแก้ไขความยุ่งเหยิงอยู่ที่ไหนกัน?