Anusorn Tipayanon

BLINK

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เจ้าของสมญานาม “มูราคามิเมืองไทย” ผู้มีลีลาการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษ ด้านการออกแบบหลายสาขาวิชาให้แก่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง และเป็นวิทยากรสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้แก่หน่วยงานต่างๆ มากมาย


 

Blogs

รักนั้นเป็นฉันใด?

30/09/2017

“ความรักที่ไม่รู้จักวิธีรักมีแต่จะทำให้ผู้ที่ถูกรักเจ็บปวด” การพยายามนิยามสิ่งที่เรียกว่า”ความรัก”เป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำติดต่อกันมาอย่างเนิ่นนาน บ้างก็กระทำผ่านความคิดทางปรัชญา บ้างก็กระทำผ่านกระบวนการทางจิตวิทยา และมีก้าวล่วงไปถึงการกระทำผ่านสมการคณิตศาสตร์ด้วยซ้ำไป กระนั้นก็ดูเหมือนความกระจ่างในความรักยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์เพียรค้นหาต่อไป ติช นัท ฮันท์ พระภิกษุชาวเวียดนามที่มีชื่อเสียงในด้านของการอบรมการภาวนาและการแสวงหาสันติภาพภายในตน ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า “จะรักกันอย่างไร-How To Love” อันเป็นหนังสือที่บอกถึงถ้อยความการเรียนรู้ความรักในฐานะประสบการณ์สำคัญของชีวิต ประเด็นสำคัญของความรักในแง่มุมของ ท่าน นัท ฮันท์ คือการเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าความเข้าใจ “ความรักและความเข้าใจคือสิ่งเดียวกันแต่มีชื่อเรียกขานต่างกัน” ทว่าความเข้าใจในที่นี้ไม่ใช่ความเข้าใจในความต้องการของคู่รักอีกฝ่ายแต่เป็นความเข้าใจในความทุกข์และความเจ็บปวดของอีกฝ่ายแทน โดยท่าน นัท ฮันน์ ได้เปรียบเทียบความเข้าใจที่ว่านี้ด้วยการอุปมาว่า “หากเราเติมเกลือสักหนึ่งกำมือลงในน้ำบริสุทธิ์ น้ำบริสุทธิ์ที่ว่านั้นจะเค็มจนเราดื่มไม่ได้ แต่หากเราโยนเกลือกำมือนั้นลงไปในแม่น้ำ ผู้คนทั่วไปยังสามารถใช้น้ำนั้นหุงหาอาหาร ชำระร่างกายหรือแม้แต่ดื่มกิน แม่น้ำนั้นมีขนาดใหญ่และมีศักยภาพที่จะแบกรับ โอบกอดหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่ผสมรวมกับมัน ถ้าหัวใจของเรามีขนาดเล็ก มันก็จะสร้างความเข้าใจหรือมีความกรุณาได้เพียงเล็กน้อย เราไม่อาจยอมรับหรืออดทนต่อสิ่งต่างๆ ได้เพียงจำกัดและเราจะเริ่มเรียกร้องต่อสิ่งต่างๆให้ทำการเปลี่ยนแปลงเพื่อเรา แต่เมื่อหัวใจของเราขยายตัวขึ้น กว้างขวางขึ้น เราก็จะรับความทุกข์ทรมาณได้มากขึ้นและเราจะไม่เจ็บปวดง่ายเช่นเดิม ไม่ทุกข์เช่นเดิม เราจะเปี่ยมด้วยความเข้าใจและความกรุณาและเราจะโอบกอดผู้อื่นได้อย่างท่วมท้น เราจะยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นและนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง” ดังนั้นคำถามคือ”เราจะขยายขนาดของหัวใจของเราได้อย่างไร? เราจะเเผ่ปริมณฑลหัวใจของเราได้อย่างไร?” คำตอบของท่าน นัท ฮันท์ คือการมีความสุข “ยิ่งเราสร้างจิตใจของตนเองให้สงบและเป็นสุขได้มากเพียงใด เราก็จะสามารถพัฒนาคุณสมบัติที่จะรักได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่นคือการให้ที่ทรงพลังมากและการเข้าใจที่ว่านั้นคือความรักในตัวของมันเองเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น การมีความรักก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นทีเดียว” ด้วยเหตุนี้เอง […]

รักนั้นเป็นฉันใด-2

30/09/2017

ความอ่อนโยนเกี่ยวข้องกับความรักอย่างไร ท่าน ติชนัท ฮันท์ ได้กล่าวว่า “แก่นของความอ่อนโยนนั้นอยู่ที่การมอบความสุขให้ผู้อื่น เรามีศักยภาพที่จะเป็นดังดวงตะวันให้กับผู้อื่นได้ แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเป็นดวงตะวันให้ตนเอง ดังนั้นเราต้องเริ่มด้วยการยอมรับตนเอง ต้องเริ่มด้วยการเรียนรู้ที่จะรักและเยียวยาตนเอง เรียนรู้ที่จะมีสติที่จะสามารถสร้างความสุขและความเบิกบานให้แก่ตนเอง และเมื่อนั้นเองเราจะเริ่มพร้อมที่จะมอบมันให้แก่บุคคลอื่น” ในแง่ของความสงบนั้น ท่าน นัท ฮันท์ ได้เปรียบเทียบกับคำสันสกฤตคืออุเบกขา แปลว่า”การไม่แบ่งเขาแบ่งเรา” ซึ่งในความรักนั้นหมายถึงการไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเราและบุคคลที่เรารัก ความทุกข์ของคนที่เรารักคือความทุกข์ของเรา และความทุกข์ของเราก็คือความทุกข์ของคนที่เรารัก การพูดว่านั่นเป็นปัญหาของคุณคือการแสดงออกถึงการไม่เข้าใจและไม่ใส่ใจอย่างถึงที่สุด นอกเหนือจากองค์ประกอบทั้งสี่อันได้แก่ความอ่อนโยน ความกรุณา ความไม่แบ่งเขาแบ่งเราและความปิติเริงรื่นแล้ว คุณสมบัติย่อยที่สำคัญอีกข้อคือความไว้เนื่อเชื่อใจหรือความศรัทธาซึ่งกันและกัน ความรักที่ปราศจากความเชื่อใจย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เช่นเดียวกันกับที่เราต้องสร้างความศรัทธาหรือความไว้เนื้อเชื่อใจในตนเองเสียก่อน เริ่มต้นด้วยความเชื่อใจว่าเรามีคุณความดีที่แฝงเร้นอยู่ในตัวและสามารถพัฒนามันได้ และเมื่อเราประจักษ์เช่นนั้นในตนเอง เราย่อมประจักษ์มันในบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน ท่าน ไดเซ็ต ซูซูกิ เป็นนักบวชเซ็นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษก่อนเคยกล่าวไว้ว่า “การยึดมั่นตัวตนของเราเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการเติบโตของเราในทุกๆด้าน” ซึ่งท่าน นัท ฮันท์ เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นโดยแท้จริง คำว่า “ฉัน” หรือ “ตัวฉัน” เข้าไปข้องเกี่ยวในทุกสิ่งของชีวิตเราโดยเฉพาะในกรณีของความรัก “ฉัน” หรือ “ตัวฉัน” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเราพูดคำว่า “ฉันรักเธอ” ฉันผู้นั้นจะเริ่มต้นกำหนดทุกสิ่ง ฉันผู้นั้นจะสนใจตัวฉันที่กำลังมีความรักแทนที่จะสนใจความรักที่ก่อตัวขึ้น และทำให้เขาหลงลืมหลายสิ่งหลายอย่างไป […]

เมื่อโลกร้อนรนเกินกว่าเราจะทนอยู่ (ตอนที่ 2)

30/07/2017

มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่ไม่อาจเก็บความร้อนไว้ในตัวได้ แม้ว่าเราจะต้องการความร้อนเพื่อการเผาผลาญพลังงานก็ตามที การระบายความร้อนของมนุษย์จะปรากฏให้เห็นหลังการออกกำลังกายด้วยการหอบออกมาหรือการต้องการน้ำดื่มอย่างกระทันหัน ดังนั้นหากโลกร้อนขึ้นจากอุณหภูมิปกติเพียง 7 องศาฟาเรนไฮต์ (ราว 13.89 องศาเซลเซียส) ร่างกายของมนุษย์ก็ยากจะทนทานอยู่ได้ โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่แถบเส้นศูนย์สูตร และสำหรับผู้คนทั่วโลกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไปถึง 12 องศา (ฟาเรนไฮต์) จะหมายถึงการสูญสิ้นของเผ่าพันธ์ุมนุษย์เลยทีเดียว

เมื่อโลกร้อนรนเกินกว่าเราจะทนอยู่ (ตอนที่ 1)

22/07/2017

หากวิกฤตโลกร้อนที่ว่านี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนจริง เพราะเหตุใดเล่าเราถึงหาได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับวิกฤตที่ว่าเลยแม้แต่น้อย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกเฉยเมยกับปัญหาสำคัญที่ว่านี้ได้ นักอุตุนิยมวิทยานาม เจมส์ ฮันเซ่น-James Hansen ได้ให้ความเห็นว่า ความเฉยเมยที่ว่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุสองประการ ประการแรกนั้นเกิดจากการที่นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องปัญหาโลกร้อนไม่สามารถค้นหาภาษาที่จะใช้สื่อสารกับผู้คนทั่วไปได้อย่างง่ายดายหรือราบรื่น ประการที่สองคือเหล่าบรรดาเทคโนแครต-Tecnocrat หรือผู้ที่ยึดมั่นในการใช้เทคนิควิทยาการเพื่อพัฒนาโลก ล้วนดาหน้าออกมาชี้แจงว่าปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมและจัดการได้และเสียงพูดของพวกเขานั้นดังและกินพื้นที่กว่าเสียงของผู้เตือนภัยจากวิกฤตนี้อย่างเทียบกันไม่ได้เลย

โรคภัยจากความยุ่งเหยิง

22/06/2017

เราทุกคนล้วนเคยตกอยู่ในสภาวะวุ่นวาย ยุ่งเหยิง เราตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์พร้อมความรู้สึกว่ามีอะไรอีกมากมายที่ยังทำไม่เสร็จและไม่อยากไปปรากฏตัวที่ที่ทำงานเลย เราจบวันศุกร์ด้วยความโล่งอกก่อนจะพบว่าตื่นขึ้นในเช้าวันจันทร์ด้วยความรู้สึกเช่นเดิม นี่คืออาการแบบหนึ่ง หรืออีกอาการ เราปฏิเสธการสังสรรค์ การพบเจอคน ด้วยความรู้สึกว่าเรามีหลายสิ่งแบกบนบ่าที่ต้องจัดการ เราเก็บตัวเงียบ ตั้งมั่นกับการทำงานก่อนจะพบว่าเรายังมีบางสิ่งแบกบนบ่าเหมือนเดิม ไม่เบาบางลงเลย ทางแก้ของการตื่นให้เช้าขึ้น เพิ่มเวลาทำงานให้มากขึ้น ดูไม่ช่วยเหลืออะไร หนทางแก้ไขความยุ่งเหยิงอยู่ที่ไหนกัน?